แต่แล้ว สวี่จิ้งหยางก็เหลือบมองไปอีกทาง
กลับเห็นท่านอ๋องหนิงกระซิบอะไรบางอย่างกับฝ่าบาทสองสามประโยค ก่อนจะพาเซียวอันถังจากไป
สวี่จิ้งหยางจำต้องถอนสายตากลับมา
นางคิดจะคืนกระบี่วิเศษของประทานจากฝ่าบาทให้แก่พระองค์ อย่างไรเสียแม่ทัพใหญ่เสินเช่อก็สิ้นชีพในสนามรบแล้ว นางเก็บไว้ต่อไปย่อมไม่เหมาะสม
นึกไม่ถึงว่าฝ่าบาทจะยืนกรานให้นางเก็บกระบี่ไว้
“เจ้ากับพี่ชายฝาแฝดของเจ้าเกิดมาพร้อมกัน บัดนี้เขาไม่อยู่แล้ว เกียรติยศนี้สมควรให้เจ้าสืบทอด”
สวี่จิ้งหยางจำต้องรับไว้
ฝ่าบาทประทับอยู่ไม่นานก็เสด็จกลับ หลังพระองค์เสด็จไปแล้ว ฮองเฮาก็ยกพระหัตถ์ขึ้น แย้มพระสรวลพลางตรัสว่า
“ทุกคนอย่าได้เกร็ง วันนี้จงสนุกให้เต็มที่” ตรัสจบ น้ำเสียงก็เปลี่ยนไป “คุณหนูใหญ่สกุลสวี่ เชิญมานั่งข้างเปิ่นกงเถิด”
สวี่จิ้งหยางยังไม่ทันขยับ องค์หญิงใหญ่ก็ตรัสด้วยรอยยิ้มว่า “น้องสะใภ้ ให้จิ้งหยางเด็กคนนี้มานั่งกับข้าเถิด พอดีข้ามีเรื่องอยากคุยกับนางอยู่สองสามประโยค”
ฮองเฮาสีพระพักตร์ไม่เปลี่ยน “ทุกอย่างแล้วแต่พระพี่สาว”
ข้ารับใช้ในวังจัดโต๊ะเก้าอี้ไว้ข้างองค์หญิงใหญ่ สวี่จิ้งหยางยกชายกระโปรงแล้วเดินไปนั่ง
“เจ้าเพิ่งกลับมาเมืองหลวง ยังไม่คุ้นเคยกับเหล่าสตรีสูงศักดิ์เหล่านี้ เปิ่นกงจะแนะนำให้เจ้ารู้จักทีละคน”
เมื่อผ่านอาหารและสุราไปหนึ่งรอบ เหล่าสตรีสูงศักดิ์ก็ยกจอกสุรา เดินเข้ามาคารวะองค์หญิงใหญ่กับฮองเฮาทีละคน
สวี่จิ้งหยางนั่งอยู่ข้างองค์หญิงใหญ่อย่างสงบนิ่ง จดจำเหล่าสตรีสูงศักดิ์ที่เข้ามาคารวะทีละคน
ฮองเฮาทอดพระเนตรมาทางพวกนางเป็นครั้งคราว
เมื่อมีองค์หญิงใหญ่อยู่ด้วย เหล่าสตรีสูงศักดิ์ต่างก็เคารพและมีไมตรีต่อสวี่จิ้งหยางเป็นอย่างยิ่ง
ครั้นถึงคราวภริยาเสนาบดีกระทรวงการคลัง สวี่จิ้งหยางก็เอ่ยขึ้นว่า “ผ้าเช็ดหน้าของท่านภริยาเสนาบดีปักได้งดงามประณีตยิ่งนัก”
