ลู่ซิงชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด ดวงตากลมโตคู่นั้นเป็นประกายขึ้นมาทันที
“หือ?” เขาเผลอหลุดคำอุทานเป็นภาษาเกาหลีออกมา ก่อนจะรู้ตัวแล้วรีบเปลี่ยนเป็นภาษาจีน “คะ... คุณพูดภาษาจีนขึ้นมากะทันหันทำไมครับ?”
“จู่ๆ ก็อยากพูดขึ้นมาน่ะ” อันจิ่วยิ้ม “ทำไม พูดไม่ได้เหรอ?”
“ไม่ใช่ๆ!”
ลู่ซิงรีบโบกมือ สีหน้าดีใจจนปิดไม่มิด “คือว่า... เรารู้จักกันมาตั้งห้าปี นอกจากครั้งแรกที่คุณเป็นฝ่ายพูดภาษาจีนกับผมแล้ว เราก็คุยกันเป็นภาษาเกาหลีมาตลอด ผมก็เลยแปลกใจนิดหน่อยครับ”
“งั้นต่อไปก็คุยกันเป็นภาษาจีนบ่อยๆ นะ” อันจิ่วเท้าคาง น้ำเสียงสบายๆ “ยังไม่ตอบฉันเลยนะ ช่วงตรุษจีนกลับบ้านได้ไหม?”
“กลับครับๆ กลับแน่นอน!” ลู่ซิงพยักหน้าหงึกๆ “น่าจะได้หยุดสักอาทิตย์ แม่บอกว่าจะทำเกี๊ยวให้กิน แล้วคุณล่ะครับ?”
“ฉันเหรอ...” อันจิ่วครุ่นคิด “น่าจะกลับเหมือนกัน แม่เร่งฉันหลายรอบแล้ว”
ทั้งสองก็เริ่มคุยกันไปคนละประโยคสองประโยคอย่างนั้น
จากเรื่องว่าจะกินอะไรช่วงตรุษจีน ไปจนถึงช่วงนี้ได้ดูละครในประเทศบ้างไหม แล้วก็วกไปถึงคราวก่อนที่ลู่ซิงกลับบ้าน แอบกินหม้อไฟไปกี่มื้อ
พอลู่ซิงเริ่มพูดแล้วก็หยุดไม่อยู่ แถมยังรับมุกเก่ง อันจิ่วถูกเขาทำให้หัวเราะอยู่หลายครั้ง
อีกฟากหนึ่ง แฟนคลับหมายเลขสองกำลังก้มหน้า แก้มแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น พลางอ่านจดหมายที่ตัวเองเขียนให้ชเวซีอุนฟังอย่างตั้งใจ
ชเวซีอุนโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย คงท่าทีผู้ฟังที่สมบูรณ์แบบเอาไว้
สายตาของเขาทอดลงบนใบหน้าแฟนคลับอย่างเฉื่อยชา บางครั้งก็พยักหน้า บางครั้งก็ยกมุมปาก และบางครั้งก็ส่งเสียง “อือๆ” ตอบรับ
แล้วในจังหวะที่แฟนคลับจมดิ่งอยู่กับการถ่ายทอดความรู้สึกของตัวเอง ก้มลงพลิกไปอ่านหน้าถัดไปของจดหมาย สีหน้าตั้งใจฟังไร้ที่ติของชเวซีอุนก็คลายลงเล็กน้อยในที่สุด
