เหงื่อเย็นเยียบไหลลงมาตามไรผมของรองผู้บัญชาการกองร้อย เขาคิดจะยกนามเจ้าเมืองมาข่มขวัญ ทว่าลำคอกลับราวกับถูกสิ่งใดบีบรัดไว้แน่น ไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้
ส่วนเหล่าทหารข้างกายต่างเก็บหอกยาวคืนอย่างเงียบเชียบ ก้มศีรษะคุกเข่าลงกับพื้น ไม่กล้าแม้จะสบตากับรถม้าคันนั้น
ความรู้ในยุคโบราณล้วนผูกขาดอยู่ในมือตระกูลใหญ่ทรงอำนาจ ทหารเหล่านี้ส่วนใหญ่มีพื้นเพยากจนข้นแค้น ไร้โอกาสได้ร่ำเรียนอ่านเขียน แม้แต่ราชโองการยังทำให้พวกเขาหวั่นผวาจนแทบสิ้นขวัญ ยิ่งมิต้องกล่าวถึงการต่อต้านเทพเจ้า
เซิ่นเจวี๋ยยืนอยู่กลางฝูงชน นับเป็นภาพที่ตัดกันอย่างชัดเจนกับเหล่าผู้อพยพและทหารที่คุกเข่าหมอบอยู่รอบด้าน
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาลอดผ่านม่านผ้าบางสีขาวชั้นแล้วชั้นเล่า พยายามมองให้ทะลุถึงโฉมหน้าที่แท้จริงของผู้อยู่หลังม่าน
ทว่าไม่ว่าเขาจะจ้องมองแน่วแน่เพียงใด ก็เห็นเพียงโครงร่างเลือนราง ประทับนั่งนิ่งสงบอยู่ภายใน ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
สัตว์วิเศษ แสงเรืองรอง และรถม้าที่ลอยได้
สิ่งเหล่านี้ล้วนเหลือเชื่อเกินไป
ไม่ใช่มายากลธรรมดาเป็นแน่ หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่มายากลใด ๆ ที่เขารู้จัก
หรือว่าโดนมนตราเข้าแล้ว? เขาเคยรับราชโองการนำทัพไปปราบจลาจลที่อู่หลิงโจว ที่นั่นมีผู้แอบอ้างเป็นหมอผี ช่ำชองการใช้กู่และมนตราสะกดให้คนต้องติดอยู่ในมายาภาพลวงตาต่าง ๆ
หรือว่าสตรีในรถม้าก็คือหมอผี?
ยังไม่ทันที่เขาจะคิดได้กระจ่าง ก็เห็นน้องชายของตนโน้มตัวลงคุกเข่าต่อหน้ารถม้าคันนั้น
ท่วงท่าการย่อเข่าลงกับพื้นของเซิ่นอวี้เบาและเป็นธรรมชาติ ราวกับกำลังกระทำสิ่งที่เป็นไปตามครรลองธรรมดา
“เซิ่นฝู่เยียน!” เซิ่นเจวี๋ยตะคอกเสียงต่ำ
เซิ่นอวี้กลับทำเป็นไม่ได้ยิน
เขาแหงนหน้ามองรถม้าที่หาใช่ของสามัญด้วยแววตาเร่าร้อน ในดวงตาสะท้อนแสงวาววามจากตัวรถม้า ทั้งร่างเหมือนถูกพลังบางอย่างดึงดูดจิตวิญญาณไว้ทั้งหมด
