ลู่หลีฝันประหลาดอย่างหนึ่ง
โลกในความฝันลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ เขานั่งอยู่บนบัลลังก์สูงใหญ่เพียงลำพัง มองโดมเหนือศีรษะพังถล่ม วิหารศักดิ์สิทธิ์พังทลายลงมา
ขณะที่เขาคิดว่าเปลวเพลิงกำลังจะกลืนกินทุกสิ่งจนสิ้นซาก เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตา
เสื้อคลุมสีแดงสดพลิ้วไหวท่ามกลางเปลวไฟ ร่างของนางขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าเขาในที่สุด
ลู่หลีมองใบหน้าของนางไม่ชัด ทว่ากลับรู้สึกสนใจขึ้นมา
เขาถามว่า “พวกนางไม่อยู่กันหมดแล้ว เหตุใดเธอยังอยู่ที่นี่”
หญิงผู้นั้นตอบว่า “เพราะฝ่าบาทประทับอยู่ที่นี่ค่ะ”
“ถ้าฉันไม่ไป เธอก็จะตายอยู่ที่นี่ด้วยหรือ” ลู่หลีถามต่อ
หญิงผู้นั้นไม่ลังเล คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นทันที “ขอยอมสละชีวิตเพื่อฝ่าบาทเพคะ”
ความฝันจบลงตรงนั้น เปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าและกวาดกลืนทุกสิ่ง ก่อนเผาผลาญจนเหลือเพียงเถ้าถ่านทั่วพื้น
ลู่หลีถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับสนิท พอลืมตาขึ้นก็สบเข้ากับใบหน้าน่ารักของอันตีเลอา
“ตอนนี้กี่โมงแล้ว” เสียงของเด็กหนุ่มแหบพร่าเล็กน้อย เจือความง่วงงุนของคนเพิ่งตื่น
“เลยเที่ยงมาแล้วค่ะ ท่านบิชอปส่งคนมาแจ้งว่าพิธีเตรียมพร้อมแล้ว ฝ่าบาทจะรับอะไรสักหน่อยก่อนไหมคะ” อันตีเลอาตอบคำถามของเขาก่อน แล้วจึงถามต่อ
พอได้ยินนางพูดเช่นนั้น ลู่หลีก็รู้สึกหิวขึ้นมาจริง ๆ
“เอาอะไรมารองท้องสักหน่อยก็พอ อย่าปล่อยให้จูเลียรอนานเลย” ลู่หลีตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ไม่รู้เพราะเหตุใด เขาถึงนึกเชื่อมโยงจูเลียเข้ากับพระคาร์ดินัลชุดแดงในความฝัน ผู้ซึ่งยังคงเฝ้าอยู่ข้างกายเขาจนถึงวินาทีสุดท้าย
แต่จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ว่ากันว่าความฝันมักตรงข้ามกับความจริง พระคาร์ดินัลชุดแดงในฝันถูกเปลวเพลิงเผาเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับเขา ส่วนในความเป็นจริง บางทีนางอาจเป็นคนผลักเขาให้ถึงทางตันด้วยมือของตัวเองก็ได้
ลู่หลีกินอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่นาทีก็ยัดขนมที่นางกำนัลเตรียมไว้จนหมดท้อง
ตลอดทางไปยังวิหารศักดิ์สิทธิ์มีดอกกุหลาบขาวสะพรั่ง ท่วงทำนองศักดิ์สิทธิ์และโศกขรึมดังก้องอยู่ในอากาศ เสียงขับร้องของเด็กน้อยแว่วมาแต่ไกล การเดินทางครั้งนี้ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เหมือนการไปเข้าพิธีสวมมงกุฎ กลับคล้ายกำลังมุ่งหน้าไปร่วมพิธีศพอันยิ่งใหญ่เสียมากกว่า
จะเรียกว่าเป็นพิธีศพก็ไม่ผิดนัก จักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ จักรพรรดิองค์เก่าปิดฉากลง วนเวียนเป็นวัฏจักร นี่คือกฎของโลกใบนี้
ทว่าบรรยากาศภายในวิหารศักดิ์สิทธิ์กลับแตกต่างจากด้านนอกอย่างสิ้นเชิง ที่นี่เงียบสงัด จนปลายจมูกยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ นางกำนัลกับอันตีเลอารออยู่ด้านนอก ลู่หลีเม้มริมฝีปาก ก่อนเงยหน้ามองเงาร่างโดดเดี่ยวที่อยู่ไกลออกไป
จูเลียสวมชุดพิธีสีขาวตัวหลวม ยืนอยู่กลางวิหารศักดิ์สิทธิ์อันกว้างใหญ่ ภายในนั้นไม่มีใครอื่นอีกเลย นอกจากนาง แม้แต่โลงแก้วผลึกที่เคยตั้งอยู่ตรงนั้นก็หายไปแล้ว
นี่มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ
ถึงจะเป็นคนละโลก พิธีสวมมงกุฎครั้งสุดท้ายของประมุขศาสนจักรจะไม่ยิ่งใหญ่อลังการอย่างที่เขาคิดไว้ก็เถอะ แต่ก็ไม่น่าจะมีแค่ชายหญิงสองคนอยู่ในพิธีสิ!
“ฝ่าบาท”
เสียงของจูเลียแผ่วช้า ทว่าลู่หลีกลับจับได้อย่างฉับไวว่ามันแฝงความอ่อนแรงอยู่ เขามองใบหน้าของนาง และพบความผิดปกติจริง ๆ แม้หญิงผู้นี้ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย แต่ใบหน้ากลับซีดเซียวเกินไป
นี่เพิ่งผ่านศึกใหญ่มาหรือ
ลู่หลีนึกถึงเทวทูตที่เห็น ณ น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ นึกถึงตำนานเรื่องเทวทูตจุติลงมาหลังประมุขศาสนจักรสิ้นชีวิต แล้วจู่ ๆ ก็เกิดข้อสันนิษฐานอันกล้าบ้าบิ่นขึ้นในใจ
จูเลียคนนี้...คงไม่ได้ลบหลู่เทพเจ้าเข้าให้หรอกนะ
เด็กหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ พลางพิจารณาหญิงผู้นั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น จูเลียยืนนิ่ง สบตากับเขาอย่างสงบ นัยน์ตาไม่เผยอารมณ์ใด ๆ ราวกับสิ่งที่นางกำลังมองอยู่ไม่ใช่คนเป็น ๆ หากแต่เป็นวัตถุเย็นชาไร้ชีวิต
ลู่หลีหยุดยืนตรงหน้านาง เขาไม่เพียงไม่หวาดกลัวสายตาเฉยเมยนั้น กลับครุ่นคิดขึ้นมา
ทันใดนั้นเสียงของหญิงผู้นั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ก้มศีรษะลง”
ลู่หลีก้มมองตามสัญชาตญาณ แต่เห็นเพียงปลายรองเท้าของทั้งคู่ จากนั้นก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งหนักอึ้งกดลงบนศีรษะ
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง มองจูเลีย พลางยกมือขึ้นแตะมงกุฎบนศีรษะ
“ง่าย ๆ แค่นี้เลยหรือ”
จูเลียส่ายหน้า น้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง
“ขั้นตอนการสวมมันไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือมันอยู่บนศีรษะของใคร”
ลู่หลีเข้าใจความหมายของประโยคนี้แล้ว การที่เขาได้เป็นประมุขศาสนจักรด้วยวิธีใดไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือนางต้องการให้เขาสวมมงกุฎสามชั้น
เช่นนั้นเขาก็กลายเป็นเครื่องมือในมือนางงั้นหรือ
ไม่รู้เพราะเหตุใด ลู่หลีจึงนึกถึงความฝันนั้นขึ้นมาอีกครั้ง นึกถึงเปลวเพลิงที่โหมไหม้ในฝัน และเงาร่างที่ก้าวออกมาจากกองเพลิง
“จูเลีย” ราวกับมีบางสิ่งชักนำให้เขาเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว “เธอจะยอมตายเพื่อฉันไหม”
นัยน์ตาของจูเลียสั่นไหวเล็กน้อย นิ้วมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกว้างของชุดพิธีกำแน่น นางสะกดกลั้นอารมณ์ที่ถาโถม อดทนห้ามใจไม่ให้ตอบออกไป ก่อนกล่าวด้วยเสียงแหบพร่าว่า “ฝ่าบาท ถึงเวลาประกอบพิธีมิสซาแล้วเพคะ”
ลู่หลียิ้ม ไม่ได้ถามต่อ
ที่จริงตั้งแต่ออกจากน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ เขาก็เริ่มรู้สึกเลือนรางว่าตนมีความสามารถบางอย่าง เป็นความสามารถที่ทำให้สัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายของผู้อื่น
เจตนาร้ายของเทวทูตหน้าตาอัปลักษณ์แผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ปิดบัง รุนแรงเสียจนแทบทำให้หายใจไม่ออก เช่นเดียวกับความคิดของนางกำนัลบางคนในศาสนจักรที่มีต่อตน เขาสัมผัสได้ทั้งหมด ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าจูเลีย กลับเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับกระดาษเปล่า บนแผ่นกระดาษนั้นสะอาดหมดจด ไม่มีเจตนาร้ายแม้แต่น้อย
ดังนั้นเขาจึงถามคำถามเมื่อครู่ และการที่นางไม่ตอบ แท้จริงแล้วก็เป็นคำตอบอย่างหนึ่ง
พิธีมิสซาจัดขึ้นที่ลานกว้างของศาสนจักร เวลานี้มีผู้ศรัทธามาชุมนุมกันแน่นขนัด
เมื่อมาถึงที่นี่ ลู่หลีจึงเข้าใจเสียทีว่าทุกคนหายไปไหน
เขาค่อย ๆ ก้าวขึ้นสู่แท่นสูง กวาดสายตามองเหล่าบิชอป นักบวช อัศวิน...ก่อนจะไปหยุดอยู่เหนือฝูงชนที่กำลังโห่ร้องยินดี
เป็นครั้งแรกที่มีผู้คนมากมายรายล้อม จะบอกว่าไม่ประหม่าก็คงโกหก
ลู่หลีกระแอมเบา ๆ แล้วเอ่ยขับร้องด้วยท่วงทำนองตามที่เรียนรู้จากความทรงจำ
“Glória in excélsis Deo et in terra pax homínibus bonae voluntátis.”
เสียงของเด็กหนุ่มกังวานใส ดังก้องไปทั่วลานกว้าง เสียงอื้ออึงของฝูงชนค่อย ๆ สงบลง จากนั้นเสียงขับร้องของคณะนักร้องประสานเสียงก็ดังขึ้นตามมา...
ลู่หลีจดจ่ออยู่กับบทสวด ไม่ทันสังเกตว่าแสงสว่างค่อย ๆ เปล่งออกมาจากร่างของตน รัศมีอ่อนโยนแผ่คลุมแท่นสูง ก่อนกระจายออกไปทุกทิศทาง โอบล้อมผู้คนในลานกว้าง ทุกคนอาบไล้ด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ สีหน้ายิ่งเปี่ยมศรัทธา บรรยากาศพลอยแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและศักดิ์สิทธิ์
ทว่าบริเวณมุมหนึ่งของลานกว้าง จูเลียกับเหล่าอัศวินที่ติดตามนางกลับยืนอยู่ในเงามืด แสงศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่เข้ามาเหล่านั้นราวกับกลัวจะสัมผัสสิ่งสกปรก ก่อนจะแตะต้องพวกนางก็เบี่ยงหลบไปอย่างไม่รีรอ
จูเลียมีสีหน้าสงบนิ่ง ดูคล้ายไม่ใส่ใจว่าแสงนั้นจะส่องลงบนร่างนางหรือไม่ แต่สายตาของนางกลับทอดข้ามฝูงชนไปหยุดอยู่ที่เด็กหนุ่มผู้เปล่งประกายเจิดจ้า
ในจังหวะนั้นเอง
ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งออกมาจากฝูงชน
