องค์จักรพรรดิเฉียนก็ไม่ทราบว่าเฉียนเฉี่ยนเป็นอย่างไร อยู่ดี ๆ ก็เริ่มจับจ้องการสอบขุนนางฤดูใบไม้ผลิไม่ปล่อย
ทุกปีการสอบขุนนางฤดูใบไม้ผลิวัดความรู้เหล่าบัณฑิตใต้หล้า คัดเลือกคนเก่งใหม่เข้าสู่ราชสำนัก จะว่าไปก็เป็นเรื่องใหญ่ จะปล่อยให้เฉียนเฉี่ยนก่อเรื่องวุ่นวายได้อย่างไร
“ประธานกรรมการสอบขุนนางฤดูใบไม้ผลิ หาใช่ผู้ใดจะสามารถเป็นได้โดยง่าย”
องค์จักรพรรดิเฉียนตรัส “กว่าจะเป็นประธานกรรมการสอบได้ ไม่เพียงต้องมีวิทยาปัญญาที่จะวัดคุณสมบัติบัณฑิตใต้หล้า แม้แต่ตำแหน่งขุนนางก็ต้องไม่ต่ำ”
เฉียนเฉี่ยนเอนกายพิงโต๊ะเล็กข้างตัวอย่างเกียจคร้าน ยิ้มเจ้าเล่ห์ถาม “เช่นนั้นต้องสูงเพียงใดจึงจะเรียกว่าสูงเล่า?”
“ลูกเป็นถึงองค์หญิง ธิดาของเสด็จพ่อ ฐานันดรเช่นนี้ยังไม่สูงพอหรือ?”
องค์จักรพรรดิเฉียนขมวดพระขนง พระสุรเสียงเคร่งขรึม “เหลวไหล องค์หญิงเป็นบรรดาศักดิ์ ยิ่งไปกว่านั้นแต่โบราณมา ไหนเลยจะมีเชื้อพระวงศ์ไปเป็นประธานกรรมการสอบ?”
เฉียนเฉี่ยนไม่ใส่ใจโต้กลับ “เช่นนั้นบัดนี้ก็มีแล้ว แต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน นับเป็นรายแรกที่เปิดโลก”
“เสด็จพ่อ พระองค์จะถูกจารึกในประวัติศาสตร์แล้ว!”
องค์จักรพรรดิเฉียนเกือบจะถีบเข้าให้สักที
เพียงเห็นท่าทางน่าหมั่นไส้นั้นของเฉียนเฉี่ยน ก็ทำให้ทรงกริ้วจนระงับไม่อยู่
“ต่อให้ข้ายอมให้เจ้าขึ้นเป็นประธานกรรมการสอบ แต่ยังมีรองอีกสามคน! เบื้องล่างยังมีกรรมการร่วมอีกสิบหกคน!”
“เจ้าต้องการความซื่อสัตย์สุจริต เช่นนั้นเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าชื่อบัณฑิตที่ถูกส่งมาบนโต๊ะของเจ้ามิได้ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว!”
เฉียนเฉี่ยนมองพระองค์ด้วยแววตาบริสุทธิ์ “เช่นนั้นก็ต้องดูว่าเสด็จพ่อจะทรงยอมปล่อยอำนาจถึงขั้นใด”
เมื่อเห็นว่าองค์จักรพรรดิเฉียนกำลังจะตรัสอะไรอีก เฉียนเฉี่ยนรีบลุกขึ้นยืนราวกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
“อ้าว เช่นนั้นเสด็จพ่อหมายความว่าทรงเห็นด้วยแล้วใช่หรือไม่?”
เฉียนเฉี่ยนไม่รอช้า ยกอาภรณ์ท่อนล่างคุกเข่าลงโดยพลัน แล้วรีบโขกศีรษะคำนับอย่างรวดเร็ว
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ พระองค์ทรงพระเจริญ เช่นนั้นลูกไม่รบกวนการพักผ่อนของเสด็จพ่อแล้ว ลูกขอลา”
