แววเศร้าสร้อยวูบผ่านดวงตาของฉินหรูซิน
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ทุกที? พี่เหยาไม่เคยมองเห็นเธอเลยหรือไง?
ทั้งที่เธอยืนอยู่ตรงหน้าเขาชัด ๆ ยิ้มได้งดงามและวางตัวได้เหมาะสมถึงเพียงนี้
“ไปสิ เธอก็ไปด้วย”
ฉินหรูซินฝืนยิ้ม น้ำเสียงเจือความขมขื่นบางเบาจนแทบจับสังเกตไม่ได้
“ได้ งั้นฉันก็ไปด้วย”
เว่ยเหยาพูดจบก็โน้มตัวลงไปหยอกหร่านซูเยว่ต่อ เขาบีบปลายนิ้วมืออ่อนนุ่มของเธอเบา ๆ แล้วถามเสียงต่ำ
“คืนนี้มีงานเลี้ยงรุ่น เธออยากไปไหม?”
หร่านซูเยว่ชะงักไป นี่มันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย?
เธอพูดเสียงเบา “ฉัน...ไม่ไปดีกว่า”
เว่ยเหยาขานรับ “อ้อ” โดยไม่ได้บังคับเธอ
หร่านซูเยว่ไม่ค่อยสนใจเส้นเรื่องความรักของพระเอกนางเอก แถมยังรู้สึกไม่คุ้นชินกับความใกล้ชิดที่เว่ยเหยาแสดงออกมาอย่างกะทันหันด้วย
แต่พอคิดอีกที นี่อาจเป็นมารยาททางสังคมตามปกติก็ได้? หรือไม่ก็เขาอาจตั้งใจแสดงให้เห็นเพื่อยั่วโมโหนางเอก
อย่างไรภารกิจของเธอก็คือการสร้างความเข้าใจผิดและผลักดันความสัมพันธ์นี่นา
เธอทำภารกิจได้สำเร็จมากเลยนะ! เยี่ยมไปเลย
ประตูลิฟต์เปิดออก ทุกคนก็มาถึงลานจอดรถใต้ดิน วันนี้คนขับมาทำงานตามปกติ เว่ยเหยาจึงพาหร่านซูเยว่ไปนั่งเบาะหลัง
ฉินหรูซินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงที่เบาะข้างคนขับ เดิมทีเธออยากชวนคุยและรื้อฟื้นเรื่องสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
แต่เว่ยเหยากลับเลื่อนฉากกั้นขึ้นเงียบ ๆ แยกห้องโดยสารด้านหน้าและด้านหลังออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
ฉินหรูซินได้ยินเพียงเสียงพูดคุยเบา ๆ จากด้านหลัง แต่ฟังไม่รู้เรื่องสักคำ จึงอดรู้สึกห่อเหี่ยวไม่ได้
พวกเขาคงไม่ได้กำลังจูบกันในรถหรอกนะ?
ไม่หรอก ไม่น่าใช่ พี่เหยาไม่ใช่คนแบบนั้น
เธออุตส่าห์สืบมาแล้วว่าหลายปีนี้พี่เหยาทุ่มเทให้กับงานมาตลอด ไม่เพียงช่วยกอบกู้เครือเว่ยเอาไว้ แต่ยังคว้าโอกาสสำคัญจนกลายเป็นมหาเศรษฐีแถวหน้าได้ในคราวเดียว
