หร่านซูเยว่เฝ้ามองพวกเขา จู่ ๆ ความรู้สึกขมฝาดก็เอ่อท้นขึ้นมาในใจ
เธออยู่ในโลกนี้มานานจนแทบแยกไม่ออกแล้วว่า พ่อแม่คู่นี้เป็นพ่อแม่ของเจ้าของร่างเดิม หรือเป็นพ่อแม่ของเธอกันแน่
ระหว่างที่กำลังคุยกัน เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น
เซิ่งลี่ลี่เดินไปเปิดประตู คนที่ยืนอยู่ด้านนอกคือเว่ยเหยา
เขาเปลี่ยนมาสวมสูทสีเข้มเป็นทางการ ในมือถือของขวัญพะรุงพะรังหลายถุง ยืนอยู่ตรงหน้าประตูด้วยท่าทีอ่อนน้อมอย่างที่สุด
“สวัสดีครับคุณน้า ผมเว่ยเหยา เป็นแฟนของซูเยว่ ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้มาคารวะถึงบ้าน ต้องขอโทษด้วยครับ”
เซิ่งลี่ลี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองหร่านซูเยว่ แล้วหันมามองเว่ยเหยา สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากประหลาดใจเป็นพินิจพิเคราะห์ และสุดท้ายก็กลายเป็นความเข้าใจอันชวนให้รู้สึกประหลาดใจ
“เข้ามาสิ เข้ามาเลย พอดีคุณน้ากำลังทำกับข้าว มาทานด้วยกันนะ”
เว่ยเหยายิ้มรับ เปลี่ยนรองเท้าแล้ววางของขวัญไว้ตรงโถงทางเข้า ก่อนจะพับแขนเสื้อขึ้นเตรียมช่วยงาน
“ไม่ต้อง ๆ นั่งเถอะ เพิ่งมาบ้านครั้งแรก จะให้ลงมือช่วยได้ยังไง”
เซิ่งลี่ลี่รีบโบกมือ พลางดันเว่ยเหยาไปทางห้องนั่งเล่น
“ไปนั่งคุยกับซูเยว่ก่อน อาหารใกล้เสร็จแล้ว”
หร่านชิงซงก็โผล่หน้าออกมาจากห้องครัว ยิ้มพลางเออออด้วย
“ใช่แล้ว เสี่ยวเว่ยนั่งพักเถอะ ฟังคุณน้าเขา”
เว่ยเหยาเห็นว่าไม่ควรยืนกรานต่อ จึงยิ้มแล้วถอยกลับไปยังห้องนั่งเล่น นั่งลงข้างหร่านซูเยว่
โซฟาไม่กว้างนัก ระหว่างทั้งสองมีช่องว่างแค่หนึ่งกำปั้น แต่ก็ทำให้หร่านซูเยว่รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัวแล้ว
