เสียงหวูดดังสนั่นขึ้น รถไฟก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากสถานี
ทิวทัศน์นอกหน้าต่างค่อย ๆ ถอยห่าง จากเมืองใหญ่กลายเป็นทุ่งนาและหมู่บ้าน
ความตื่นเต้นแปลกใหม่ของเหล่าปัญญาชนหนุ่มสาวที่ถูกส่งลงชนบทค่อย ๆ จางหายไป พวกเขาเริ่มพิงสัมภาระหลับกันทีละคน
หวังเจี้ยนจวินล้วงกระติกเคลือบออกจากกระเป๋า ไปรินน้ำร้อนมาหนึ่งแก้วแล้วค่อย ๆ จิบ
ชาติที่แล้ว หลี่เซี่ยงหยางอาศัยเส้นสายของครอบครัว ย้ายกลับนครหลงเฉิงได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แถมยังแต่งงานกับลูกสาวของผู้มีตำแหน่งสูง ชีวิตหลังแต่งงานจึงสุขสบายไม่น้อย
ตอนหวังเจี้ยนจวินตามหาเขาพบ เขากำลังฉลองวันเกิดครบสิบขวบให้ลูกสาวอยู่ในโรงแรม
ชาตินี้ หวังเจี้ยนจวินจะรั้งเขาไว้ทางเหนือ
“เจี้ยนจวิน คิดอะไรอยู่เหรอ? นั่งมาตลอดทางแทบไม่พูดเลย”
จ้าวต้าหย่งขยับเข้ามาใกล้ มือหนึ่งถือแก้วน้ำต้ม อีกมือยื่นแผ่นแป้งข้าวโพดให้หวังเจี้ยนจวิน
“กินอะไรลองท้องหน่อย ฉันได้ยินมาว่าแค่นั่งรถไฟก็ต้องใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนแล้ว!
จากนั้นยังต้องต่อรถไฟสายช้าเข้าเขตป่า แล้วต่อรถยนต์อีกที เผลอ ๆ อาจใช้เวลาสามสี่วันกว่าจะถึง!”
“ขอบใจ”
หวังเจี้ยนจวินรับแผ่นแป้งมา หักแบ่งครึ่งหนึ่งแล้วส่งอีกครึ่งคืนให้
“นายก็กินด้วย”
“จะเกรงใจทำไม!”
จ้าวต้าหย่งหัวเราะเสียงดัง ยัดแผ่นแป้งครึ่งชิ้นเข้าปากสองคำก็หมด
“ว่าแต่...พอไปถึงแล้วเราจะพักที่ไหน? อยู่เต็นท์หรือบ้านไม้?
ได้ยินว่าที่นั่นมีหมีตาบอด มีทั้งเสือทั้งหมาป่าอะไรพวกนั้น น่ากลัวชะมัด”
“มีหมีตาบอดแล้วนายกลัวทำไม? มันต่างหากที่ควรหนีไม่ใช่เหรอ?”
หวังเจี้ยนจวินหัวเราะเบา ๆ
