เสด็จอาเล็ก...จอมแผนร้ายและร้ายรัก

บทที่ 3 ต้องการให้นางรับผิดชอบ

13 นาที· 3K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

“แค่ก ๆ!” เจียงจิ่วไออย่างรุนแรง จากนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ ใช้ศอกกระทุ้งเขา “พูดอะไรออกมา?”

“ทำไม หรือข้าพูดผิด?” อวีฮุยชี้ไปที่องค์ชายของตน เสื้อผ้าแทบจะปริแตก เผยให้เห็นแผงอกกว้างใหญ่ เขากล่าวอย่างจริงจัง “เจียงจิ่ว เจ้าดูดี ๆ สิ ที่องค์ชายสวมใส่ เป็นขององค์ชายหรือ? บาดแผลขององค์ชายคือคุณหนูหลิ่วช่วยรักษา เสื้อผ้าก็ไม่ใช่ขององค์ชาย นั่นก็หมายความว่าองค์ชายถูกคุณหนูหลิ่วมองเห็นจนหมดแล้วมิใช่หรือ? ต่อให้มือสตรียังไม่เคยแตะต้อง บัดนี้กลับถูกสตรีลูบคลำไปทั่วทั้งร่าง ความบริสุทธิ์หมดสิ้นแล้วนะ!”

“แค่ก ๆ!” เจียงจิ่วหัวไหล่สั่น แทบจะหัวเราะดังออกมา

“พูดพอหรือยัง?” ตรงข้ามกับพวกเขา เสียงขององค์ชายผู้หนึ่งดังขึ้นอย่างกัดฟัน

ทั้งแสงในห้องยังสลัว จึงมิได้เผยให้เห็นสีหน้าดำทะมึนของเขา

อวีฮุยรับรู้ถึงแววตาแหลมคมของเขา ก็ก้มหน้าลงทันที “องค์… องค์ชาย กระหม่อมมิได้มีเจตนาล้อเลียนพระองค์ กระหม่อมเพียงรู้สึกว่า… รู้สึกว่า…”

“หุบปาก!” เยียนซื่อยวนตวาดเบา ๆ ไม่อยากฟังเขาพูดต่ออีก “ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!”

“…พ่ะย่ะค่ะ” อวีฮุยรีบลุกจากพื้นอย่างคล่องแคล่ว กระโดดออกจากประตูห้องไปดั่งกระต่าย

“องค์ชาย เชิญระงับพระพิโรธ ระวังบาดแผลด้วย” เจียงจิ่วกลั้นยิ้มเอ่ยปลอบ เกรงว่าองค์ชายจะระบายโทสะใส่ตน จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “องค์ชาย ยังมีที่ใดไม่สบายอีกหรือไม่ คืนนี้กลับไปจะปลอดภัยหรือ?”

“พวกเจ้ากลับไปเก็บข้าวของเครื่องใช้จำเป็นมาให้ข้าที่นี่”

“องค์ชาย พระองค์จะประทับอยู่ที่นี่หรือ?” เจียงจิ่วกวาดตามองไปทั่วห้องอีกครั้ง อดประหลาดใจมิได้ “นี่น่าจะเป็นห้องพักของคุณหนูหลิ่วกระมัง? พระองค์กับนาง…”

“มิใช่บอกว่าข้าถูกนางเห็นจนหมดแล้วหรือ? เช่นนั้นข้าต้องการให้นางรับผิดชอบ มีอันใดไม่เหมาะสม?” เยียนซื่อยวนกล่าวด้วยสีหน้าดำทะมึน

“เอ่อ…” หางตาและมุมปากของเจียงจิ่วกระตุกพร้อมกัน

ที่แท้องค์ชายของพวกเขาก็หมายตาคุณหนูหลิ่วเข้าแล้ว!

เมื่อคิดดูให้ดี ก็ไม่เห็นมีอะไรไม่เหมาะสม คุณหนูหลิ่วเป็นบุตรสาวคนโตของจวนแม่ทัพพิทักษ์แคว้น นับว่าเหมาะสมคู่ควรกับองค์ชายยิ่งนัก

เพียงแต่…

เขาก็ขมวดคิ้วขึ้นมาทันใด เพิ่งนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ จึงรีบกล่าวเสียงร้อนรน “องค์ชาย พระองค์ยังทรงจำได้หรือไม่ ดูเหมือนองค์ชายรองเคยตรัสว่าทรงพึงใจบุตรสาวของแม่ทัพหลิ่ว…”

มิจริงหรือ? องค์ชายของพวกเขาจะชิงสตรีกับหลานชาย?

ร่างของเยียนซื่อยวนแข็งทื่อไปชั่วขณะ แม้ในห้องจะมืดสลัว ปกปิดสีหน้าส่วนใหญ่ของเขาไว้ แต่ก็ยังมองเห็นได้ว่าเขาตอบสนองรุนแรงยิ่ง

ใจของเจียงจิ่วเต้นเร็วขึ้น ขณะกำลังกระวนกระวายอยู่ ก็ได้ยินเพียงเสียงเย็นแข็งดังขึ้น “พึงใจ? เขาพึงใจมาหลายปีแล้ว หากจริงใจ คุณหนูหลิ่วยังจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่อีกหรือ?”

เจียงจิ่วก้มหน้าลูบจมูก

ให้ถือว่าเขาไม่ได้พูดอะไรเลยดีกว่า ดีกว่าจะทำให้เจ้านายโกรธ คนที่ลำบากก็คือเขาอยู่ดี

“องค์ชาย ราตรีดึกมากแล้ว เชิญพระองค์ทรงพักก่อนเถิด กระหม่อมจะกลับไปเก็บข้าวของเดี๋ยวนี้ ก่อนฟ้าสางจะกลับมา”

“อืม” คล้ายรับรู้ได้ว่าตนเองเสียอาการไปบ้าง เยียนซื่อยวนจึงหลับตาลง

……

ทุกครั้งที่ออกไป หลิ่วชิงซวี่จะกะเวลาให้กลับวัดตอนที่เสี่ยวหวงอิงนำอาหารมาส่ง

แต่วันนี้แตกต่างออกไปเล็กน้อย เมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังมีชายผู้หนึ่งอยู่ในกุฏิ นางจึงปฏิเสธการเลี้ยงดูที่ให้การต้อนรับอย่างดีจากหลายแห่ง เก็บห่ออาหารแล้วรีบรุดกลับวัด

ทว่าภารกิจของนางยุ่งขิงยิ่ง เมื่อกลับถึงวัดก็ยามไก่ขันแล้ว

ทันทีที่ก้าวเข้าห้อง นางก็ตกใจกับเงาดำสองร่างที่เพิ่มขึ้นมาในห้อง “พวกเจ้าเป็นใคร?!”

“พวกเขาเป็นลูกน้องของข้า”

“เจ้ายังมีลูกน้องอีกหรือ?” นางขมวดคิ้วมองไปทางชายที่พูด

“ผู้น้อยเจียงจิ่ว (อวีฮุย) คารวะคุณหนูหลิ่ว ขอบพระคุณคุณหนูหลิ่วที่ช่วยชีวิตซื่อเอี๋ยของพวกเราไว้ พระคุณมหาศาลยากจะลืมเลือน นับแต่นี้ไป พวกข้าน้อยยินดีติดตามซื่อเอี๋ย คอยรับใช้ฟังคำบัญชาของคุณหนูหลิ่ว วิ่งงานหน้าหลังไม่บ่นแม้สักคำ” เจียงจิ่วและอวีฮุยคุกเข่าข้างเดียวเบื้องหน้านาง

มุมปากของหลิ่วชิงซวี่กระตุก

ช่างลำบากพวกเขาจริง ๆ ที่พูดมากมายเช่นนี้แล้วยังคงเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเรียบร้อย

แต่ต่อหน้าพวกเขา นางมิได้ตอบสนอง กลับเดินไปจุดตะเกียงน้ำมันที่โต๊ะก่อน จากนั้นจึงหรี่ตามองพวกเขาทีละคน ทั้งสองคนนี้ดูอายุเพียงยี่สิบต้น ๆ เจียงจิ่วผอมบางดูสุภาพ มีแววนักปราชญ์ อวีฮุยผิวดำคล้ำ รูปร่างกำยำกว่าเจียงจิ่วเล็กน้อย ดูซื่อ ๆ

สุดท้ายนางก็เลื่อนสายตาไปที่ชายข้างประตู ถามว่า “ที่ของข้าที่นี่ เจ้าแน่ใจหรือว่าจะให้พวกเขาอยู่ได้?”

“พวกเขาจะหาที่ไปเอง ไม่ต้องให้เจ้ากังวล” เยียนซื่อยวนตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า สบตากับนาง

“อย่างนั้นก็พอฟังได้” หลิ่วชิงซวี่มองทั้งสองคนอีกครั้ง “ต่อให้อาหารก็ไม่พอกินอยู่แล้ว หากรวมพวกเจ้าด้วยอีก ก็คงได้แต่อดตาย”

อวีฮุยมองนาง ถามอย่างสงสัย “คุณหนูหลิ่ว ท่านเป็นคุณหนูสกุลหลิ่ว ถึงกับต้องอดอยากกินอิ่มท้องมิได้หรือ?”

หลิ่วชิงซวี่โบกมือ กวักเรียกให้พวกเขาลุกขึ้นจากพื้น

จากนั้นนางก็นั่งลงข้างโต๊ะ กวาดตามองทั่วห้องแล้วจึงกล่าว “ไม่ปิดบังพวกเจ้า ข้าถูกกักบริเวณไว้ที่นี่ แม้ข้าจะเป็นธิดาจวนแม่ทัพ แต่มีน้องสาวคนหนึ่ง นึกอยากจะแต่งงานกับองค์ชายรัชทายาทจนหัวปักหัวปำ แต่องค์ชายรัชทายาทกลับไม่สนใจนาง จำต้องแต่งกับข้า ท่านพ่อเพื่อให้บุตรสาวคนเล็กได้เป็นชายารัชทายาท จึงตั้งใจประกาศออกไปว่าข้าป่วยหนัก แล้วส่งข้ามาพักรักษาตัวอยู่ที่นี่”

ที่เล่าเรื่องนี้ให้พวกเขาฟัง มิใช่เพราะเชื่อใจพวกเขา แต่เพราะถึงพูดไปก็ไม่กระทบอะไร ยิ่งกว่านั้นเมื่อวานที่รัชทายาทมาที่วัด ซื่อเอี๋ยของพวกเขาก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างนางกับรัชทายาทแล้ว

“ในเมื่อแม่ทัพหลิ่วไม่ยินยอมให้ท่านแต่งกับรัชทายาท เช่นนั้นท่านก็ไม่แต่งเสียก็สิ้นเรื่อง” อวีฮุยกล่าวพลางหัวเราะ

หลิ่วชิงซวี่เม้มริมฝีปาก ไม่รับคำ

แต่อวีฮุยราวกับไม่เห็นความเย็นชาที่นางจงใจทำ ยิ้มถามต่อ “คุณหนูหลิ่ว ท่านไม่แต่งกับรัชทายาท แล้วมีชายในดวงใจหรือไม่?”

ได้ยินดังนั้น หลิ่วชิงซวี่ก็ชำเลืองหางตามองเขา “จะทำไม?”

อวีฮุยอ้าปากจะพูดต่อ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงไอต่ำเยือกเย็นดังมาจากหลังประตู

หลังของเขาสะท้าน จึงหัวเราะแหะ ๆ “ไม่มีอะไร ผู้น้อยแค่ถามด้วยความสงสัยเท่านั้น”

เจียงจิ่วที่อยู่ด้านข้างรู้สึกจนใจยิ่ง จึงเข้าไปดึงเขาให้ออกไปข้างนอก “พอได้แล้ว อย่ารบกวนคุณหนูหลิ่วกับซื่อเอี๋ยพักผ่อนเลย”

มองตามเงาร่างของพวกเขาหายลับไปอย่างรวดเร็วตรงประตู หลิ่วชิงซวี่ก็ขมวดคิ้วมุ่นอย่างแรง

พูดอะไรกัน? อย่ารบกวนนางกับซื่อเอี๋ยพักผ่อนหมายความว่าอย่างไร?

นางหันไปมองชายที่อยู่หลังประตู

กลับเห็นว่าเขาหลับตาอยู่ สีหน้าเยือกเย็นสงบนิ่ง ราวกับไม่ได้ยินอะไร

นางลุกขึ้นจากโต๊ะ เดินไปนั่งยอง ๆ ตรงหน้าเขา

ข้างขาเขามีห่อผ้าเพิ่มมาหนึ่งห่อ ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเป็นของที่ลูกน้องทั้งสองเอามาให้

“พวกเขาไฉนไม่รับเจ้าออกไป?”

เยียนซื่อยวนลืมตาขึ้น ขนตาหนาดำยาวราวกับเปิดม่านตาออก เผยให้เห็นแววล้ำลึกภายใน คล้ายสระน้ำลึกล้ำประหนึ่งจะดูดคนให้จมดิ่ง

“ลงนามในสัญญาแล้ว ย่อมต้องรักษาคำมั่นสัญญา”

“อืม ดูท่าเจ้าก็รักษาสัจจะยิ่งนัก ไม่เสียแรงที่ข้าเสี่ยงอันตรายช่วยชีวิตเจ้า รักษาบาดแผลให้ดี รอให้เจ้าช่วยข้าหาเงินมาได้มากพอ ข้าเองก็จะไม่ทำให้เจ้าต้องลำบาก” หลิ่วชิงซวี่จงใจเบี่ยงหลบสายตาของเขา พูดแต่ถ้อยคำคลุมเครือตามมารยาท

ด้วยเหตุใดก็มิทราบ เมื่อเขามีกำลังวังชามากขึ้นเท่าใด อำนาจรอบกายก็เหมือนยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น นางมิอาจอธิบายความรู้สึกนี้ได้ นางเป็นนายจ้างแท้ ๆ แต่เมื่อสบตากับเขา กลับรู้สึกเกรง ๆ ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ราวกับกำลังเตือนนางให้อยู่ร่วมกับเขาอย่างสันติให้มากที่สุด อย่าได้ทำให้คนผู้นี้ขุ่นเคือง

เยียนซื่อยวนไม่ตอบกลับ แต่หลับตาลงอีกครั้ง

หากจะไปจากที่นี่ ย่อมไปได้ทุกเมื่อ ทว่าการกลับเมืองหลวงทั้งที่ยังมีบาดแผลนั้นไม่สะดวกอย่างยิ่ง หากถูกผู้ไม่หวังดีพบเข้า เกรงว่าจะฉวยโอกาสตอนเขาบาดเจ็บเอาชีวิต แทนที่จะกลับวังหลวงไปหาความลำบากใส่ตัว อยู่รักษาบาดแผลข้างกายนางย่อมดีกว่า

หลิ่วชิงซวี่ชี้ไปยังห่อผ้าข้างขาเขา ถามว่า “ข้างในนี้มีอะไร?”

“เสื้อผ้า”

“ของเจ้าหรือ?” เห็นเขายังไม่ลืมตา นางก็ยื่นมือไปเปิดออก ข้างในเป็นเสื้อผ้าจริง ๆ จากนั้นนางก็มองดูชุดรัดกุมสีดำที่แทบจะปริแตกบนร่างของเขา หลุดปากพูดว่า “ไฉนไม่ให้พวกเขาช่วยเจ้าเปลี่ยน?”

“ลืม”

“…” ใบหน้านางเริ่มดำ

“เจ้าช่วยข้าเปลี่ยนเถิด”

“…” ใบหน้านางดำหนักกว่าเดิม

หลังจากหนึ่งก้านธูป เวลาผ่านไป ตะเกียงน้ำมันดับ ห้องกลับสู่ความมืด

หลิ่วชิงซวี่ยืนอยู่ข้างเตียง ในมือถือกางเกงหลวม ๆ ตัวหนึ่ง กัดฟันจ้องเขม็งไปที่ร่างบนเตียง “เจ้าจะให้ความร่วมมือบ้างได้หรือไม่? ถ้ายังอืดอาดยืดยาดอีก เชื่อไหมว่าข้าจะโยนเจ้าออกไป!”

“ขยับไม่ไหว” ชายผู้นั้นแสร้งก้มตัว แต่กลับส่งเสียงฟ่อตามมาติด ๆ

“พอแล้ว เจ้าไม่ต้องขยับ!” หลิ่วชิงซวี่อดกลั้นความรู้สึกที่แทบจะกระอักเลือด ตวาดเสียงต่ำ จากนั้นก็นั่งยองลง สวมขากางเกงให้เขาทีละข้าง

นางเริ่มรู้สึกเสียใจแล้ว ไม่มีเรื่องอะไรหาเรื่องให้เขามาเซ็นสัญญาจ้างงาน นี่มันไม่ใช่หาลูกน้อง แต่หาเสี่ยวเอี๊ยมาปรนนิบัติชัด ๆ!

คงเพราะรับรู้ถึงความไม่พอใจอย่างยิ่งของนาง เยียนซื่อยวนจึงให้ความร่วมมืออยู่บ้าง อย่างน้อยสายคาดเอวกางเกงก็รัดเอง

ความหมางใจในใจของหลิ่วชิงซวี่กลบทุกสิ่งทุกอย่าง ต่อให้เบื้องหน้าจะเป็นบุรุษรูปงามอันดับหนึ่งของโลก ต่อให้บุรุษรูปงามผู้นี้มีเรือนร่างที่ทำให้คนเลือดพุ่ง นางก็มองไม่เห็นทั้งสิ้น

นางใช้ฉากกั้นเป็นห้องเล็ก ๆ ปูผ้าห่มสำหรับนอนลงบนพื้นในห้องเล็ก ขณะที่นางเตรียมจะ ‘เชิญ’ คนไปยังที่นอนบนพื้นนั้น ก็ได้ยินชายผู้ซึ่งนั่งอยู่บนเตียงเอ่ยปากขึ้นมาทันที “ข้าอยากเข้าส้วม”

“…?!” ดวงตาคู่ของนางเบิกกว้างจ้องเขม็งไปทางเขาทันที

“เจ้าไปกับข้า”

ได้ยินน้ำเสียงของเขาที่ไม่เกรงใจสักนิด ราวกับออกคำสั่ง นางก็โมโหขึ้นมาจริง ๆ “ยังกลัวตกส้วมอีกหรือ? นี่แค่ขาได้รับบาดเจ็บ ไม่ใช่ไม่มีขา การเข้าส้วมครั้งเดียวไม่ทำให้เจ้าตายหรอก!”

นางตัดสินใจแล้ว พรุ่งนี้รอให้ลูกน้องสองคนของเขามา ก็จะให้พวกนั้นพาเขาออกไป!

ชายจอมยุ่งคนนี้ นางไม่เอาแล้ว!

ดวงตาดำสนิทของชายผู้นั้นจ้องมองนางอย่างเย็นเยียบ ดูท่าจะไม่พอใจยิ่งกว่านางเสียอีก “หรือเจ้าจะเปลี่ยนกางเกงให้ข้าอีก?”

หลิ่วชิงซวี่กระอักเลือด

……

คืนนี้ หลิ่วชิงซวี่เหนื่อยยิ่งกว่าคืนก่อน

จนถึงขนาดที่เมื่อเสี่ยวหวงอิงนำอาหารเช้ามาส่ง นางซึ่งเคยชินกับการงีบตอนบ่ายก็ล้มตัวลงนอนทันที

ส่วนผู้ชายในห้อง นางก็ขี้เกียจจะสนใจแล้ว อาหารคาวหวานล้วนยกให้เขา อาหารที่ห่อกลับมาเมื่อคืนก็ยัดให้เขาหมด จุดประสงค์ก็เพื่อไม่ให้เขามารบกวนนาง

แต่ก่อนถึงเวลาอาหารเที่ยง เสี่ยวหวงอิงก็พลันมาร้องเรียกนางอยู่ที่ประตู

นางสะดุ้งตื่นลืมตาขึ้น มองดูท้องฟ้าด้านนอก ที่ยังไม่ถึงเวลาอาหาร ก็เอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างหงุดหงิด “เรื่องอะไร?”

“คุณหนูใหญ่ หวังเอี๊ยองค์รองทรงรออยู่นอกลานวัด รับสั่งว่าทรงอยากพบคุณหนู แล้วคุณหนูรองก็มาด้วย นางมากับหวังเอี๊ยองค์รอง”

“…”

ใบหน้าของหลิ่วชิงซวี่เย็นเยียบลงทันใด

หลิ่วหยวนอินมาหานางไม่แปลก เพราะเมื่อวานรัชทายาทเพิ่งมา ที่นอกวัดมีคนจวนสกุลหลิ่ว หลิ่วหยวนอินต้องได้รับข่าวแน่

แต่หวังเอี๊ยองค์รองมาหานางทำไมกัน?

ในความทรงจำ ตัวนางเดิมรู้จักหวังเอี๊ยองค์รอง แต่ก็เป็นเพียงแค่รู้จักแบบผูกมิตรทักทายเท่านั้น

แต่การที่หวังเอี๊ยองค์รองมาพร้อมกับหลิ่วหยวนอิน นี่มันเล่นตลกอะไรอีก?

ครุ่นคิดเงียบไปครู่หนึ่ง นางจึงพูดกับหน้าประตูว่า “ให้พวกเขารออยู่ในสวนก่อน ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

เสี่ยวหวงอิงรับคำด้านนอก แล้วก็จากไป

หลิ่วชิงซวี่ลงจากเตียงสวมรองเท้าให้เรียบร้อย ขณะกำลังจัดเสื้อผ้า สายตาก็กวาดไปเห็นฉากกั้น นางเม้มริมฝีปาก ไม่สนใจว่าเขาจะตื่นหรือไม่ กดเสียงต่ำสั่งเสียว่า “เจ้าอยู่นิ่ง ๆ อย่าส่งเสียง”

“มานี่”

เสียงทุ้มต่ำแฝงความแข็งกร้าวเล็กน้อยดังมาจากห้องเล็กหลังฉากกั้น

นางลังเลเล็กน้อย แต่ก็เข้าไปในห้องเล็ก

เมื่อสบกับดวงตาดำขลับเยือกเย็นคู่นั้น นางก็อดทนถามว่า “เรื่องอะไร?”

“เจ้าชอบหวังเอี๊ยองค์รองหรือ?”

“ใครว่ากัน?” มุมปากของนางกระตุก แทบจะขำ “เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากแต่งกับรัชทายาท ก็เพราะหวังเอี๊ยองค์รองหรือ?”

“มิใช่เช่นนั้นหรือ?”

“เช่นนั้นอะไรกัน! ข้าไม่แต่งงานกับคนนี้ ก็ต้องแต่งงานกับคนนั้นหรือ? ไม่แต่งงานแล้วจะตายหรือ?” เห็นแววตาของเขาเป็นประกายวูบไหว ราวกับในสายตาของเขานางเป็นพวกประหลาด เขากำลังพิจารณานางอยู่ หลิ่วชิงซวี่ยักไหล่ หัวเราะในลำคอเบา ๆ “นึกไม่ถึงว่าเจ้าซึ่งเป็นชายฉกรรจ์จะซอกแซกถึงเพียงนี้ แต่ก็ช่างเถิด ในเมื่อเจ้าเป็นลูกน้องของข้า ข้าก็ไม่กลัวที่จะบอกเจ้า เรื่องการแต่งงานนั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นกับข้า ต่อไปไม่ว่าจะได้ยินอะไร ขอเพียงเกี่ยวข้องกับการแต่งงานของข้า ก็ล้วนเป็นเรื่องเหลวไหล อนุญาตให้พวกเจ้ามองเป็นเรื่องตลกได้ แต่อย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจัง”

เยียนซื่อยวนจ้องมองนางไม่กะพริบตา แววตาจากที่เคยล้ำลึกพลันเปลี่ยนเป็นสว่างวาบ

แต่แล้วก็ถามต่อว่า “เหลวไหลคือความหมายใด?”

“เอ่อ…” หลิ่วชิงซวี่ชะงักเล็กน้อย เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองใช้คำเกินขอบเขตไปแล้ว นางกระแอมเบา ๆ แล้วอธิบายอย่างจริงจัง “ไข่ไง กลม ๆ ไม่มีมือแล้วก็ไม่มีเท้า จะดึงรั้งได้อย่างไร? ฉะนั้น ‘เหลวไหล‘ ก็คือการกุเรื่องขึ้นมาน่ะสิ”

เยียนซื่อยวนเม้มริมฝีปากบางแน่น แววตาที่จับจ้องบนใบหน้าของนางกลับทวีความล้ำลึกหม่นหมองขึ้นไปอีก

หลิ่วชิงซวี่ไม่อาจรับสายตาคู่นั้นของเขาได้จริง ๆ ทั้งแหลมคม กร้าวแกร่ง และยากจะคาดเดา ราวกับจะทะลุผ่านผิวหนังและกระดูกเพื่อสำรวจอวัยวะภายในของนาง นางยกมือขึ้นจัดเส้นผมบนบ่า ปล่อยให้ผมดำขลับสยายลงมาบนหลังอย่างไม่เป็นระเบียบ แล้วจึงเปิดประตูเดินออกไป

ยังคงเป็นศาลากลางสวนเหมือนเมื่อวาน

หลิ่วชิงซวี่คารวะหวังเอี๊ยองค์รองเยียนหรงไท่ด้วยท่าทีอ่อนแอ

แต่เข่าของนางยังไม่ได้ค้อมลง เยียนหรงไท่ก็เข้ามาประคองนางขึ้น “ที่นี่มิใช่เมืองหลวง ซวี่เอ๋อร์ไม่ต้องมากพิธี”

คำว่า ‘ซวี่เอ๋อร์’ ทำให้หลิ่วชิงซวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ตัวนางเดิมกับหวังเอี๊ยองค์รองสนิทสนมถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ไฉนในความทรงจำของนางจึงไม่ค่อยมีความประทับใจ?

“ซวี่เอ๋อร์ สีหน้าของเจ้าช่างย่ำแย่ยิ่งนัก แท้จริงเป็นโรคอะไรที่ทรมานเจ้าถึงเพียงนี้? เหตุใดไม่หาหมอรักษาในเมืองหลวง กลับต้องมาที่นี่?”

นางเงยหน้าขึ้น มองใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความกังวลเบื้องหน้า ในใจยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้น

แต่ภายนอกนางก็ยังตอบอย่างสุภาพ “ขอบพระทัยหวังเอี๊ยองค์รองที่ทรงห่วงใย หม่อมฉันป่วยด้วยโรคประหลาดตั้งแต่ยังเล็ก บัดนี้ก็เป็นแค่อาการกำเริบ ท่านพ่อได้ให้หมอตรวจดูแล้ว หมอบอกว่าโรคนีจำต้องพักสงบจิตใจ ท่านพ่อจึงส่งหม่อมฉันมาที่นี่”

เยียนหรงไท่มองใบหน้าซีดเซียวราวกับป่วยหนักของนาง ก็รู้สึกโกรธเคืองขึ้นมา “จวนแม่ทัพตั้งใหญ่โต ไฉนจึงไม่มีที่สงบเงียบสักแห่งเลย ถึงกับต้องให้เจ้ามาที่นี่? ข้าห่างจากเมืองหลวงไปเพียงครึ่งปี นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะถูกโรคภัยทรมานจนซูบซีดเช่นนี้!”

หลิ่วชิงซวี่แตะใบหน้าของตนเอง

นางรู้ว่าตนเองดูเป็นเช่นไร เมื่อวานเพื่อหลอกรัชทายาท จึงตั้งใจป้ายอะไรบางอย่างไว้บนหน้า จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ล้างหน้า!

เพียงแต่ ปฏิกิริยาของหวังเอี๊ยองค์รองเบื้องหน้านี้จะมากเกินไปหรือไม่?

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com