ฟู่จืออี้มองเด็กน้อยทั้งสามด้วยสีหน้าเอือมระอาเต็มประดา
พร่ำท่องในใจสามครั้งว่า เด็กพวกนี้คือลูกของตน กว่าจะฝืนแสยะยิ้มพูดขึ้นว่า “ท่านพ่อสัญญาว่าพรุ่งนี้จะพาพวกเจ้าไปด้วยกันไม่ใช่หรือ?”
โต้วเปากับทังยวนสบตากันครู่หนึ่ง โต้วเปาก็บ่นว่า “ท่านพ่อ พวกเราอายุห้าหกขวบแล้ว ไม่ใช่เด็กสองสามขวบที่หลอกง่าย ๆ ได้อีกต่อไป”
เหลือบเห็นแววตาไม่พอใจของเฉิงจื่อ จึงรีบแก้ตัวว่า “ต่อให้เฉิงจื่อเพิ่งสามขวบ ท่านก็หลอกนางไม่ได้อีกแล้ว”
“ยังไงพวกเราก็ต้องเฝ้าอยู่ตรงนี้ ถึงจะวางใจ!”
ลู่เจินเจินมองฟู่จืออี้จนปัญญาอยู่ข้าง ๆ กลั้นหัวเราะจนปวดท้อง
ฟู่จืออี้เกลี้ยกล่อมอยู่นาน แต่เด็กทั้งสามกลับกอดหมอนแน่นราวกับปิดหูปิดตา ไม่ยอมฟังอะไรทั้งสิ้น
สุดท้ายฟู่จืออี้หมดความอดทน ประกาศขาดว่า “ถ้ายังไม่กลับห้องไปนอนอีก พรุ่งนี้ข้าจะไม่พาไปจริง ๆ”
ประโยคเดียวจบ
เด็กทั้งสามจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างอิดออด
เฉิงจื่อคิดไปคิดมา ก็ชูนิ้วขึ้นมา “ท่านพ่อต้องเกี่ยวก้อยกับเฉิงจื่อสัญญานะ พรุ่งนี้ถ้าไม่พาเฉิงจื่อกับท่านพี่ออกไปด้วย ท่านพ่อต้องเป็นหมา!”
ลูกสาวสุดที่รักเอ่ยปากแล้ว ฟู่จืออี้ขบกรามกรอด ๆ ยื่นนิ้วออกไป เกี่ยวก้อยกับเฉิงจื่อสาบานหนักหนาว่าร้อยปีมิคลาย สุดท้ายประทับตราหัวแม่มือ
เฉิงจื่อถึงกลิ้งตัวลงจากเตียงกระทืบเท้าตึงตังออกจากห้องในไป
โต้วเปากับทังยวนเห็นท่าไม่ดี น้องสาวไปแล้ว พวกเขาจะไม่เผ่นหนียามนี้ จะรออะไรอีก?
หัวเราะหึ ๆ แล้วทั้งสองก็พุ่งตามหลังเฉิงจื่อออกไปราวกับติดจรวด
ฟู่จืออี้ปากว่าขวางหู แต่ก็ยังตามออกไป มองสาวใช้และหญิงรับใช้ทั้งหลายตามเด็กทั้งสามติด ๆ อารักขาพวกเขาอย่างแน่นหนาจนกลับถึงห้องของตน
