ลู่เจินเจินมิได้กล่าวจาไร้สาระกับแม่ค้าขายเนื้อแดดเดียวผู้นั้นว่า ทุกคนล้วนเสมอภาคกัน หรือว่าเหตุใดต้องทำเช่นนี้
ทำเพียงผงกศีรษะอย่างสงวนท่าที แล้วจูงมือสามพี่น้องตู้เปาให้เดินจากไป ตรงไปยังแผงถัดไป
นางทำเช่นนี้ กลับทำให้แม่ค้าโล่งอกไปมาก
กุ้ยเหรินก็สมควรเป็นเช่นนี้แล เมื่อครู่ทรงมีพระอัธยาศัยดีเกินไป ทำให้นางหวาดหวั่นอยู่ในใจเสียมากกว่า
เมื่อเห็นผู้คนจากไปแล้ว แม่ค้าก็คลำเงินก้อนในอ้อมอกอีกครา เหลียวซ้ายแลขวา อย่างไรเสียเนื้อแดดเดียวก็ขายไปจนหมดสิ้น แม้แต่กระบุงก็ให้ไปด้วยแล้ว
นางก็ไม่มีสิ่งใดติดมืออีก จึงกอดเงินก้อนนั้นไว้แนบอก แล้ววิ่งตรงไปยังร้านค้าขายธัญพืช
ผู้คนต่างมิได้สนใจแม่ค้าคนนั้นมากนัก เพราะสายตาล้วนจับจ้องอยู่ที่ลู่เจินเจินกับบุตรทั้งสี่
เพียงแต่ย่างก้าวของลู่เจินเจินและคณะมาหยุดอยู่หน้าแผงใด เจ้าของแผงนั้นก็จะเลียนแบบวิธีของแม่ค้าเนื้อแดดเดียว คือให้ชิมของกินก่อน
ส่วนของเล่น งานแกะสลักฝีมือช่างและสิ่งอื่นใด ก็ล้วนกระตือรือร้นให้เด็กทั้งสามได้ลองจับต้อง
โดยมิได้กังวลเลยว่าลู่เจินเจินจะไม่ยอมซื้อ
เริ่มต้นเดินเลือกซื้อตั้งแต่หัวถนน ยังเดินไปไม่ถึงครึ่ง พวกสาวใช้ หญิงรับใช้ และองครักษ์ที่ติดตามรับใช้ มือก็ถือของจนเต็มนางหมดแล้ว
พอเห็นว่าเบื้องหน้ามีภัตตาคารแห่งหนึ่ง ลู่เจินเจินก็ถอนหายใจยาว รีบเอ่ยปากว่า จะขอเข้าไปนั่งพักในภัตตาคาร
เมื่อวานซืนได้ประจักษ์แก่ตาถึงพละกำลังและฝีมือของผู้ใดผู้หนึ่งอยู่ครึ่งค่อนคืน ตอนแรกก็มิได้รู้สึกอะไร แต่เมื่อได้เดินเลือกซื้อของมาสักพัก ก็อดรู้สึกอ่อนล้าอยู่บ้างมิได้
