บุพการีผู้สูงศักดิ์ที่สุดในใต้หล้า บิดาและโอรสคู่นี้ เสร็จสิ้นมื้ออาหารกลางวันที่ต่างฝ่ายต่างมีรสชาติในใจตนแล้ว
ครั้นเสวยเสร็จ ฮ่องเต้ทรงโอ้อวดจนหนำพระทัยแล้ว ราชโอรสผู้เปรียบประหนึ่งเครื่องมือก็ดูขัดพระเนตรขึ้นมา
จึงทรงโบกพระหัตถ์ “พอได้แล้ว พอกันที ข้าวก็กินแล้ว ยังจะยืนตออยู่ที่นี่อีกไย ไฉนไม่ไปด้านหลังเข้าเฝ้าพระมารดาของเจ้าดูบ้างเล่า”
องค์รัชทายาททรงน้อยพระทัยยิ่งนัก ทูลลาออกมา
พ้นประตูแล้ว ก็เสด็จมาทางตำหนักฮองเฮา
ฮองเฮาทรงทราบแต่แรกแล้วว่าวันนี้โอรสจะเสด็จมา แต่เดิมทรงตั้งพระทัยจะให้รัชทายาทเสวยพระกระยาหารกลางวันด้วยกัน ไม่คาดคิดว่าฮ่องเต้จะทรงเก็บตัวไว้เสวยเสียก่อน
จึงทรงเรียกบรรดาพระสนมน้อยที่ประจบเอาใจพระนางในยามปกติมาเข้าเฝ้า ร่วมโต๊ะเสวยและสนทนาคลายเหงา
พระสนมน้อยเหล่านั้นล้วนใช้ไม้ตายสุดฝีมือมาประจบเอาใจฮองเฮา
โดยเฉพาะเมื่อแลเห็นฮองเฮาทรงถือยันต์คุ้มภัยผืนหนึ่งไว้ในพระหัตถ์ ดูโปรดปรานอย่างยิ่งจนวางไม่ลง ทรงได้ยินว่าเป็นของรางวัลจากฮ่องเต้
คำกล่าวประจบแซ่ซ้องก็ยิ่งไม่ขาดสาย
บ้างสรรเสริญความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างฮ่องเต้และฮองเฮา บ้างชมเชยฮองเฮาทรงเป็นที่โปรดปรานไม่เสื่อมคลาย
เรียกได้ว่าลิ้นประหนึ่งบุปผาแย้มบาน
แต่น่าเสียดาย หามีผู้ใดพูดถูกพระทัยฮองเฮาสักนาง
บรรดาพระสนมน้อยประจบฮองเฮาอยู่ครึ่งค่อนวัน ฮองเฮาก็ยังทรงเฉื่อยชา มิได้ปรากฏแววปีติเป็นพิเศษ
ในใจพลันไร้ซึ่งความมั่นใจ เสียงชื่นชมจึงค่อย ๆ แผ่วเบาลง
พระสนมน้อยทั้งหลายระมัดระวังตัวยิ่งนัก บรรยากาศก็ยิ่งตึงเครียดและอึดอัดมากขึ้น
ฮองเฮาทรงรู้สึกน่าเบื่อหน่าย กำลังคิดจะหาเหตุผลกลบเกลื่อนปลีกตัวจากพระสนมน้อยเหล่านี้
พอได้ยินว่ารัชทายาทเสด็จมาถวายพระพร เหตุผลสำเร็จรูปนั้นก็มาถึง
พระสนมน้อยไม่กล้าอยู่ต่อ ต่างพากันลุกขึ้นทูลลา
