“อย่านั่งกับพื้นเลย ลุกขึ้นเถอะ”
หลินชิงเยว่เอ่ยเสียงเรียบ
ลู่เหยียนจือเห็นเธอแล้วชะงักไป
เขาไม่คิดเลยว่าในโลกนี้จะยังมีหญิงงามเลิศล้ำที่ก้มหน้าก็ไม่เห็นเท้าเหมือนเจียงหลานอยู่อีกคน
เสื้อรัดรูปสีแดงเพลิงกับกางเกงยีนส์ขาสั้นขับเน้นส่วนโค้งเว้าอย่างพอดิบพอดี เอวบางจนแทบกำได้ด้วยมือเดียว ดูอวบอิ่มกว่าเจียงหลานอยู่หลายส่วน
รูปร่างแบบนี้ชวนให้คนละสายตาไม่ได้
หลินชิงเยว่ไหวพริบดี เธอขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว แววไม่พอใจวูบผ่านดวงตา
แต่เจียงหลานกลับไม่ทันสังเกต เธอหงุดหงิดสุด ๆ จึงหันไปพูดกับหลินชิงเยว่ “ชิงเยว่ เธอว่าเสิ่นเยี่ยนเป็นอะไรของเขานะ! ช่วงนี้อารมณ์เสียใส่ฉันตลอด แถมยังลงไม้ลงมือด้วย”
หลินชิงเยว่เห็นลู่เหยียนจือลุกขึ้นยืนแล้วก็เบ้ปาก “ฉันว่านี่เขาอดกลั้นมากแล้วนะ”
ใคร ๆ ก็พูดว่าจิ้งจอกสาวยั่วยวนใจคนได้ แต่ที่จริงจิ้งจอกหนุ่มยิ่งเก่งเรื่องล่อลวง ดูอย่างเพื่อนสนิทของเธอก็รู้แล้ว
ลู่เหยียนจือพยุงตัวลุกขึ้นโดยอาศัยกำแพง สายตาเหลือบไปทางที่เสิ่นเยี่ยนเดินจากไป แววเหี้ยมเกรียมวาบผ่านดวงตา ก่อนจะหันมายิ้มให้เจียงหลาน “พี่หลาน ขอโทษนะครับที่วันนี้มารบกวนพวกพี่ ผมขอตัวก่อน พี่อย่าทะเลาะกับพี่เขยเลยนะครับ ผู้ชายก็แบบนี้แหละ…ยังไงก็ต้องมีอารมณ์กันบ้าง ผมไม่เป็นไรหรอกครับ แค่หวังว่าพี่เขยจะไม่เข้าใจผิดอีก”
เจียงหลานพยักหน้าแล้วเอ่ยชื่นชม “เหยียนจือ เธอนี่เข้าอกเข้าใจคนอื่นจริง ๆ!”
หลินชิงเยว่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยินคำพูดนั้นแล้วกระตุกมุมปาก
เธอด่าในใจว่า ฉันไปทำอะไรให้ใครเขานักหนา ถึงต้องมารับชาเขียวคำโต ๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย กลืนก็ไม่ลง!
ลู่เหยียนจือรีบกล่าวลาเจียงหลาน ก่อนจะวิ่งจ้ำอ้าวเข้าไปในลิฟต์
