“คุณหนู นี่ไม่ดูเวล่ำเวลาเลยหรือไง?” เสียงเกียจคร้านปนงอนดังมาจากปลายสาย
เจียงหลานพูดอย่างหงุดหงิดว่า “ชิงเยว่ ฉันรู้ว่าเธอยังไม่หลับ ฟังนะ เสิ่นเยี่ยนเป็นบ้าอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็มาขอหย่ากับฉัน”
หลินชิงเยว่เป็นเพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกันกับเธอ ทั้งยังเป็นสตรีมเมอร์ชื่อดังที่มีแฟนคลับหลายสิบล้านคน
ทั้งคู่คุยกันได้ทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องชีวิตคู่ด้วย
แต่หลินชิงเยว่ไม่เคยชอบเสิ่นเยี่ยน มองว่าในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง เขากลับปล่อยให้ภรรยาออกไปดิ้นรนข้างนอก ช่างไม่เอาถ่านเอาเสียเลย
ภายในห้องหรูหราที่ตกแต่งอย่างโอ่อ่า หลินชิงเยว่ลุกขึ้นนั่ง ดวงตาเบิกกว้าง “เขากล้าหย่ากับเธอด้วยเหรอ?”
เจียงหลานพูดอย่างมั่นใจ “เขาไม่กล้าหรอก แค่โมโหชั่ววูบ พอพรุ่งนี้อารมณ์เย็นลงก็หายเอง อีกอย่าง ถ้าหย่ากับฉันแล้ว เขาจะไปไหนได้?”
“พวกเธอสองคนเข้าใจผิดอะไรกันหรือเปล่า?” หลินชิงเยว่ถาม
ในฐานะคนนอก ถึงเธอจะไม่ชอบเสิ่นเยี่ยน แต่ก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่ชอบพูดอะไรตอนโมโห
ในเมื่อเขาถึงขั้นเอ่ยปากขอหย่า บางทีในใจก็คงเตรียมตัวไว้จริง ๆ แล้ว
เจียงหลานทำหน้าเหมือนน้อยใจและขุ่นเคือง “เขาคิดไปเองทั้งนั้น! ชอบฟุ้งซ่าน จินตนาการไปเอง ไม่มีเรื่องแบบนั้นสักหน่อย”
พูดจบ เธอก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นคืนนี้ให้เพื่อนสนิทฟังรวดเดียวหมด
“เสิ่นเยี่ยนว่างเกินไปต่างหาก วัน ๆ ขลุกอยู่แต่ในคลินิกเล็ก ๆ สายตาก็แคบแค่นั้น เธอเป็นประธานบริษัทจดทะเบียน แต่กลับต้องมานั่งเถียงเรื่องหยุมหยิมพวกนี้กับเขาทุกวัน ไม่เหนื่อยหรือไง?” หลินชิงเยว่ปลอบ
เจียงหลานคลายใจลงจริง ๆ “นั่นสิ เมื่อก่อนเขาไม่เป็นแบบนี้เลย...”
“แต่หลานหลาน” หลินชิงเยว่เปลี่ยนเรื่อง “น้องชายบุญธรรมของเธอคนนั้น ตกลงยังไงกันแน่?”
“หรือว่าเธอตัดใจตัดขาดกับน้องชายบุญธรรมคนนี้ไม่ได้?”
เจียงหลานเบิกตากว้าง รีบร้อนจะโต้แย้ง “ฉันจะเป็นแบบนั้นได้ยังไง...”
พูดยังไม่ทันจบ เธอก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าชะงักลังเลไปชั่วขณะ ก่อนเสียงจะเงียบลง
หลินชิงเยว่ได้ยินความลังเลของเธอ ก็ถอนหายใจในใจ เพื่อนสนิทของเธออาจเปลี่ยนใจไปแล้วโดยไม่รู้ตัว...
เจียงหลานเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะพูดต่อว่า “ยังไงฉันกับเหยียนจือก็บริสุทธิ์ใจ เราเป็นแค่พี่น้องกัน! เสิ่นเยี่ยนแค่เข้าใจผิด อีกหน่อยเขาก็จะเข้าใจเอง จริง ๆ แล้วเหยียนจือเป็นเด็กดีมาก...”
“เพราะงั้นเธอชอบเขาเหรอ?”
จู่ ๆ หลินชิงเยว่ก็ถามขึ้นมา
เจียงหลานตอบโดยไม่ทันคิด “ฉันเป็นพี่สาว จะชอบน้องชายมันแปลกตรงไหน?”
หลินชิงเยว่ส่ายหน้าเบา ๆ ในใจก็ตัดสินได้แล้วว่าไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องนี้ต่อ
เธอเอ่ยว่า “เอาละ ฉันเข้าใจแล้ว แต่ขอเตือนให้เธอลองคิดทบทวนคำพูดของเสิ่นเยี่ยนให้ดี”
พูดจบ เธอก็หาวออกมา
“ฉันจะนอนแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องไลฟ์อีก!”
หลังวางสาย เจียงหลานมองประตูห้องนอนรองที่ปิดสนิท ความรู้สึกอึดอัดใจเอ่อล้นขึ้นมา
เธอเดินไปหน้าห้องนอนรอง แล้วยื่นมือไปหมุนลูกบิด
ประตูถูกล็อกจากด้านใน
เจียงหลานฮึดฮัดอย่างโมโห “ได้ ไม่อยากเจอฉันใช่ไหม งั้นฉันกลับไปนอนห้องใหญ่ก็ได้”
……
เช้าวันต่อมา
เสิ่นเยี่ยนตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
เขามองประตูห้องนอนใหญ่ที่ปิดสนิท ไม่ได้เข้าไปเคาะ แต่หันหลังเดินเข้าครัว
เมื่อน้ำในหม้อเดือด เขาก็ลวกบะหมี่ให้ตัวเองหนึ่งชาม ตอกไข่ใส่ แล้วนำไปกินเงียบ ๆ ที่โต๊ะอาหาร
เมื่อก่อนทุกครั้งที่ทะเลาะกัน เขาจะเป็นฝ่ายยอมก่อน ทำอาหารเช้าไว้ให้อุ่นในหม้อ รอเธอตื่นมากิน
แต่ครั้งนี้เขาไม่คิดจะทำแล้ว
เขากินบะหมี่ไม่กี่คำจนหมด ล้างชามกับตะเกียบแล้วเก็บเข้าตู้ จากนั้นก็หิ้วกระเป๋าออกไปคลินิกทันที
……
ในห้องนอนใหญ่ เจียงหลานตื่นตั้งนานแล้ว
เธอได้ยินเสียงจากในครัว แต่จงใจไม่ออกไป รอให้เสิ่นเยี่ยนมาเรียก
ทว่ารอจนได้ยินแค่เสียงเขาออกจากบ้าน
ผ่านไปครู่ใหญ่ เธอถึงเปิดประตูห้องออกมา
ห้องนั่งเล่นว่างเปล่า เสิ่นเยี่ยนไปแล้ว
เธอเดินไปที่โต๊ะอาหาร มองโต๊ะที่เก็บกวาดสะอาดเอี่ยม ไม่มีอาหารเช้าของเธอวางอยู่
สีหน้าเจียงหลานหม่นลงชั่วครู่ แต่ไม่นานก็กลับมาตั้งสติได้
เธอคิดว่าเมื่อก่อนสามีภรรยาก็เคยทะเลาะกัน เสิ่นเยี่ยนแค่กำลังโมโห อีกสักสองวันก็หายเอง
ครั้งนี้เธอจะไม่ยอมถอย
ในสายตาเธอ เธอกับน้องชายบุญธรรมบริสุทธิ์ใจ เป็นเสิ่นเยี่ยนเองที่อ่อนไหวและระแวงเกินเหตุ ไม่ใช่ความผิดของเธอ
แต่เธอไม่เคยรู้ตัวเลยว่า ตลอดชีวิตคู่ที่ผ่านมา เธอไม่เคยยอมอ่อนข้อให้ใคร
เจียงหลานเป็นประธานบริษัท ตอนนี้บริษัทมีมูลค่ากว่าร้อยล้าน แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัว แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นสิ่งที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง
นั่นทำให้นิสัยของเธอค่อย ๆ แข็งกร้าวและเอาแต่ใจ ไม่ยอมรับผิดและไม่ยอมประนีประนอม
อย่างครั้งนี้ เสิ่นเยี่ยนเรียกร้องให้เธอไล่ลู่เหยียนจือออกและตัดขาดการติดต่อ เธอไม่มีทางยอมรับปากเด็ดขาด
เจียงหลานเปลี่ยนไปสวมรองเท้าส้นสูง ลงไปที่โรงรถแล้วขับรถปอร์เช่ของตัวเองออกมา
เธอพึมพำด้วยแววตาดื้อดึงว่า “ที่รัก คุณดื้อเกินไปแล้ว แบบนี้ไม่ดีเลย ฉันกับเหยียนจือเป็นแค่พี่น้องกัน... คุณทะเลาะกับฉันเรื่องนี้ แถมยังไม่ทำอาหารเช้าให้ฉันอีก คนที่ผิดก็คือคุณต่างหาก”
พูดจบ เธอก็สตาร์ตรถขับไปบริษัท
……
เมื่อถึงบริษัท
เจียงหลานเดินเข้าอาคารด้วยสีหน้าเรียบเฉย พนักงานทุกคนเห็นแล้วต่างพากันเงียบกริบ
เรื่องวุ่นวายในงานเลี้ยงฉลองเมื่อคืนแพร่ไปทั่วบริษัทตั้งนานแล้ว พนักงานเห็นสีหน้าเธอไม่ดี ก็ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เจียงหลานไม่สนใจพวกเขา เดินตรงเข้าไปในห้องทำงาน
เมื่อนั่งลง เธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดดูเบอร์ของเสิ่นเยี่ยน ปลายนิ้วค้างอยู่เหนือหน้าจออย่างลังเลอยู่นาน
“คนที่ทำผิดคือคุณแท้ ๆ ในงานเลี้ยงฉลองยังไปชกต่อยคนอื่น แล้วยังจะมาขอหย่ากับฉันอีก คนที่ผิดคือคุณ คนที่ควรขอโทษก็คุณ ถ้าคุณยอมรับผิด ฉันถึงจะยกโทษให้”
เจียงหลานแค่นเสียงเบา ๆ แล้ววางโทรศัพท์ลงข้างตัว สุดท้ายก็ไม่ได้โทรออก
ขณะนั้นเอง เงาร่างหนึ่งผลักประตูเข้ามาโดยไม่เคาะ
เดิมทีเจียงหลานก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว พอมีคนกล้าบุกเข้ามาแบบนี้ เธอจึงโมโหมาก เงยหน้าขึ้นอย่างฉุนเฉียว แต่แล้วก็ชะงักไป “...เหยียนจือ? วันนี้ทำไมถึงมาบริษัทล่ะ?”
คนที่เข้ามาคือลู่เหยียนจือ ใบหน้ายังมีรอยฟกช้ำ บางจุดก็พันผ้าก๊อซหรือติดพลาสเตอร์ยาไว้ พอได้ยินคำถาม เขาก็ยิ้มแล้วพูดว่า “พี่หลาน ผมจะให้ทั้งกองถ่ายต้องชะงักเพราะผมบาดเจ็บไม่ได้หรอกครับ!”
พูดจบ เขาก็ยื่นเอกสารในมือให้เธอ
นอกจากเป็นผู้ช่วยของเจียงหลานแล้ว ลู่เหยียนจือยังร่วมแสดงในละครเรื่องใหม่เรื่องนี้ด้วย
เจียงหลานเห็นสภาพน่าสงสารของเขาแล้วก็รู้สึกอบอุ่นใจ จึงยิ้มพลางพูดว่า “เอาละ เลิกพูดเล่นได้แล้ว ถ้าไม่สบายก็ลางานไปพักเถอะ ไม่ได้ทำให้งานเสียหายอะไรหรอก”
พูดจบ เธอก็ก้มหน้าอ่านเอกสารในมือ
ข้างในเป็นบันทึกของฉากต่อไป ทั้งบทพูด ตำแหน่งยืน และอารมณ์ ลู่เหยียนจือเขียนกำกับไว้อย่างชัดเจนและละเอียด อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที
เจียงหลานอ่านไปพยักหน้าไป
ลู่เหยียนจือหัวเราะแหะ ๆ แล้วนั่งลงบนโซฟาในห้องทำงานตามสบาย ก่อนจะถามว่า “พี่หลาน เมื่อวานพี่เยี่ยนเข้าใจเราผิดใช่ไหมครับ? เขายังโกรธอยู่หรือเปล่า?”
พอได้ยินเขาพูดถึงเสิ่นเยี่ยน เจียงหลานก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงเจือความไม่พอใจ “เขาทำอะไรหุนหันพลันแล่นเกินไป พูดแล้วฉันยังต้องขอบคุณเธอด้วยซ้ำที่ใจกว้าง ไม่เอาเรื่องที่เขาชกเธอ”
“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เองครับ”
แววตาลู่เหยียนจือไหววูบ ก่อนจะพูดต่อว่า “แต่พี่เยี่ยนก็อ่อนไหวเกินไปนะครับ ถ้าเป็นผม ถ้ามีแฟน ผมจะเชื่อใจเธอโดยไม่มีเงื่อนไขเลย!”
“ถ้าเขามีเหตุผลและเข้าใจคนอื่นได้แบบเธอก็คงดี”
เจียงหลานยิ้มขื่น ๆ พร้อมส่ายหน้า
ลู่เหยียนจือถอนหายใจ “เฮ้อ งั้นให้ผมไปอธิบายกับเขาไหมครับ? แค่พูดกันให้เข้าใจก็ไม่มีอะไรแล้ว อย่าให้เรื่องของผมมากระทบความสัมพันธ์ของพี่สองคนเลย ยังไงพี่เยี่ยนก็เป็นผู้ชาย คงไม่ใจแคบขนาดนั้นหรอกครับ”
ได้ยินแบบนั้น เจียงหลานก็พูดอย่างขุ่นเคือง “เขาไม่ใจแคบสิแปลก!”
เธอแอบคิดในใจว่า ถ้าสามีเอาใจใส่และรู้ความเหมือนน้องชายบุญธรรมได้ก็คงดี เป็นผู้ชายเหมือนกันแท้ ๆ ทำไมถึงต่างกันได้ขนาดนี้นะ
