“ไม่จำเป็นต้องไปอธิบายให้เขาฟังหรอก เขาต่างหากที่ควรมาขอโทษเธอ”
เจียงหลานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดเสียงเรียบ
“ก็ได้ครับพี่หลาน ผมเชื่อพี่ทุกอย่าง!” ลู่เหยียนจือพยักหน้า น้ำเสียงจริงจัง
เจียงหลานมองใบหน้าหล่อเหลานั้น สายตาหยุดอยู่ที่ดวงตาคู่หนึ่งซึ่งคล้ายกัน แล้วพลันเหม่อลอยไปชั่วขณะ
แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าเริ่มมองน้องชายบุญธรรมคนนี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไร
ผ่านไปครู่ใหญ่ ลู่เหยียนจือจึงเอ่ยขึ้นว่า “พี่หลานครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ”
เจียงหลานได้สติ รีบก้มหน้าลง “อืม ไปเถอะ ดูแลสุขภาพด้วยนะ แผลนายยังไม่หาย อย่าฝืนตัวเองล่ะ”
“ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับพี่หลาน”
ลู่เหยียนจือฉีกยิ้ม ก่อนหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงาน
แต่ทันทีที่ประตูปิด รอยยิ้มบนใบหน้าก็จางลง แววตาเผยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
……
อีกด้านหนึ่ง ณ คลินิกเล็ก ๆ
หลังปิดรับคนไข้ในช่วงบ่าย เสิ่นเยี่ยนไม่ได้รีบกลับบ้าน
เขานั่งอยู่หลังโต๊ะตรวจ มองเบอร์โทรศัพท์ของเจียงหลานในมือถืออยู่นาน สุดท้ายก็ส่ายหน้าและไม่ได้กดโทรออก
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจียงหลานดูเหมือนจะมีปัญหาใหญ่จริง ๆ
แถมปัญหานั้นก็มีแต่จะหนักขึ้นเรื่อย ๆ
แรกเริ่ม เจียงหลานเคยเล่าให้เขาฟังว่าบริษัทเซ็นสัญญากับเด็กใหม่คนหนึ่งชื่อ ลู่เหยียนจือ
ตอนพูดถึงอีกฝ่าย น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความไม่ชอบใจ
“เด็กสมัยนี้ดีแต่ปาก ฝีมือจริงไม่มีสักเท่าไร”
ตอนนั้นเสิ่นเยี่ยนฟังแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจ
แต่เพียงเดือนสองเดือน ลู่เหยียนจือในคำพูดของเจียงหลานก็เปลี่ยนจาก “ฝีมือจริงไม่มีสักเท่าไร” เป็น “ความสามารถในการทำงานดีมาก” และ “ทำกำไรให้บริษัทได้ไม่น้อย”
หลังจากนั้นเธอก็พูดถึงชื่อนี้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ
