เสิ่นเยี่ยนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เป็นสายจากเจียงหลาน
แววตาของเขาพลันเย็นชาลง เขากดตัดสายโดยไม่ต้องคิด
แต่ไม่ถึงสองวินาที โทรศัพท์ก็โทรเข้ามาอีกครั้ง
เสิ่นเยี่ยนจ้องชื่อที่กะพริบบนหน้าจออย่างหงุดหงิด
ด้วยนิสัยดื้อรั้นของเจียงหลาน ถ้าเขาไม่รับสาย เธอก็คงโทรมาไม่หยุด
สุดท้ายเขาจึงกดรับ
“เสิ่นเยี่ยน เมื่อกี้ฉันถามเหยียนจือมาแล้ว! นายก็แค่ยืนไม่มั่นคง โดนรถเฉี่ยวไปนิดเดียว แต่กลับพาลใส่เหยียนจือ แล้วซ้อมเขาจนขนาดนี้!”
เสียงเจียงหลานที่กำลังโกรธดังขึ้น
เสิ่นเยี่ยนตอบเสียงเย็นชา “เขาผลักฉัน จนฉันเกือบโดนรถชนตาย”
ปลายสายเงียบไปหลายวินาที เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำพูดของเขาเลย
ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงผิดหวังอย่างยิ่ง “นายไม่เห็นเป็นอะไรสักหน่อย แต่เหยียนจือโดนนายซ้อมจนเจ็บไปทั้งตัว พูดแบบนี้ก็แค่หนีความรับผิดชอบชัด ๆ”
เจ็บไปทั้งตัวงั้นเหรอ?
ก็แค่แผลถลอกนิดหน่อยเท่านั้น… เมื่อเห็นเจียงหลานเชื่อน้องชายบุญธรรมของเธอมากกว่าเชื่อตัวเอง เสิ่นเยี่ยนก็เผยสีหน้าโล่งใจออกมาเล็กน้อย
“ทำไมล่ะ? เงียบไปแล้วเหรอ?”
ปลายสายหัวเราะเยาะอีกครั้ง “พอเถอะ ฉันไม่พูดมากแล้ว! ตอนนี้นายอยู่ไหน มาหาเหยียนจือแล้วขอโทษ ขอให้เขายกโทษให้ เรื่องนี้ก็จบกัน”
เสิ่นเยี่ยนฟังเสียงจากปลายสายแล้วพูดไม่ออก
“เสิ่นเยี่ยน ได้ยินที่ฉันพูดไหม?” น้ำเสียงของเจียงหลานเริ่มไม่สบอารมณ์ “ฉันกำลังพูดกับนายอยู่นะ—”
เสิ่นเยี่ยนไม่อยากคุยกับเธอต่อ จึงตัดสายไปทันที
อีกห้องผู้ป่วยหนึ่ง
“กล้าดียังไงมาตัดสายฉัน นับวันยิ่งกำเริบใหญ่แล้ว!” เจียงหลานจ้องหน้าจอโทรศัพท์ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธ
เธอนั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยของลู่เหยียนจือ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เมื่อครู่เสิ่นเยี่ยนยังเถียงเธอได้เสียงดังฟังชัด จะเหมือนคนเจ็บหนักตรงไหน?
เห็นชัด ๆ ว่าเขารู้สึกผิด เลยโกหกไปเรื่อยเพื่อหนีความรับผิดชอบ
“พี่หลาน พี่เขาคงไม่ได้ตั้งใจหรอกครับ”
ลู่เหยียนจือนอนพิงอยู่บนเตียง ตามตัวพันด้วยผ้าพันแผล แม้แต่ตรงคอก็ยังปิดผ้าก๊อซไว้
