ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถก็จอดลงหน้าบ้านเก่าหลังหนึ่ง
ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างพากันมองด้วยความสงสัย
เจิ้งซิ่วหลานมองบ้านที่คุ้นเคยตรงหน้า ดวงตาพลันแดงก่ำ
เธอเคยคิดว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสกลับมาที่นี่อีกแล้ว
สีแดงบนประตูที่แตกลอกซีดจางไปนานแล้ว บนนั้นมีภาพตุ๊กตาหน้ายิ้มวาดเบี้ยว ๆ เต็มไปหมด ทั้งยังมีตัวอักษรคำว่า “เช้า” เขียนเรียงกันอยู่หลายตัว
เด็กหญิงตัวน้อยในวันนั้นเติบโตขึ้นแล้ว ทว่าบัดนี้กลับอยู่คนละภพ สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหมือนเดิม
“คุณเสิ่น บ้านเก่าหลังนี้ไม่มีใครอยู่แล้วค่ะ มีแค่ฉัน สามี แล้วก็ลูกที่นาน ๆ ครั้งจะแวะมา คุณเข้าไปได้เลยค่ะ สมุดบัญชี…ฝังอยู่หลังบ้าน”
เมื่อได้ยินดังนั้น เสิ่นเยี่ยนก็เดินอ้อมไปทางหลังบ้านทันที
เจิ้งซิ่วหลานไม่ได้บอกตำแหน่งที่ฝังสมุดบัญชีในทันที กลับถามอย่างอึกอักว่า “เอ่อ…คุณบอกฉันได้ไหมว่าจะช่วยแก้แค้นให้ฉันยังไง”
เสิ่นเยี่ยนขมวดคิ้ว จ้องเธอโดยไม่พูดอะไร
เจิ้งซิ่วหลานถูกเขามองจนใจคอไม่ดี ไม่กล้าสบตา ก่อนจะค่อย ๆ ก้มหน้าลง
เสิ่นเยี่ยนกวาดตามองไปรอบ ๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นก็ยกมือดึงเส้นผมออกมาหนึ่งเส้น แล้วยื่นให้เธอ “เอาไป”
เจิ้งซิ่วหลานยิ้มขื่น “ฉันหยิบมันไม่ได้…”
เสิ่นเยี่ยนไม่ได้อธิบายอะไร เพียงคลายนิ้ว เส้นผมก็ลอยละลิ่วลงมา
เจิ้งซิ่วหลานยื่นมือไปรับโดยไม่รู้ตัว
เธอคิดว่าเส้นผมจะทะลุผ่านร่างของตัวเองแล้วตกลงพื้น
แต่…
เส้นผมกลับตกลงบนฝ่ามือของเธออย่างมั่นคง
เจิ้งซิ่วหลานนิ่งอึ้ง “นี่มัน…?”
เธอลองขยับเท้า ปลายรองเท้าไปโดนวัชพืชข้าง ๆ จนมันเอนลงเล็กน้อย
รูม่านตาของเจิ้งซิ่วหลานหดวูบ ร่างกายสั่นเทิ้มไปหมด น้ำเสียงสั่นเครือ “หรือว่า…ฉันฟื้นคืนชีพแล้ว?”
เธอลองซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่อยากเชื่อ ทั้งยกเท้าแตะพื้นและยื่นมือไปเก็บเศษอิฐเศษกระเบื้อง
เธอกำเศษอิฐกระเบื้องไว้ในมือได้อย่างมั่นคง สัมผัสนั้นชัดเจนสมจริงอย่างยิ่ง
