จากเมืองเทียนหนานไปเมืองชิงซาน ใช้เวลาขับรถไม่ถึงชั่วโมง เสิ่นเยี่ยนเปิดเพลงฟัง
“มีชีวิตอยู่ก็ดีจริง ๆ”
เจิ้งซิ่วหลานนั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ แววตาฉายความอิจฉา
เสิ่นเยี่ยนยิ้ม ก่อนปลอบไปเรื่อยเปื่อยว่า “คนเราเกิด แก่ เจ็บ ตายกันทุกคน แค่บางคนไปเร็ว บางคนไปช้าก็เท่านั้น”
เจิ้งซิ่วหลานถอนหายใจเบา ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียดาย “ถ้าเลือกได้ ฉันก็ยังอยากไปช้ากว่านี้ อย่างน้อยก็อยากตายตอนแก่ตามอายุขัย”
“คิดได้ดี ไว้ชาติหน้าแล้วกัน”
พอได้ยินประโยคนี้ ดวงตาของเจิ้งซิ่วหลานก็เป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย เธอถามว่า “มีชาติหน้าจริงเหรอ นายว่าฉันยังได้เกิดใหม่ไหม”
เสิ่นเยี่ยนส่ายหน้า “เรื่องนี้ฉันตอบไม่ได้หรอก”
เจิ้งซิ่วหลานดูผิดหวังไปทันที แต่ต่อมาก็กลับมามองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น “นายมองเห็นฉันได้ ฉันนึกว่านายจะรู้อะไรเยอะเสียอีก ว่าแต่จริง ๆ แล้วนายเป็นใคร ทำไมถึงมองเห็นพวกเรา...สิ่งพวกนี้ได้”
เสิ่นเยี่ยนเหลือบมองเธอแล้วพูดติดตลกว่า “ถ้าฉันบอกว่าฉันเป็นนักพรต เธอจะเชื่อไหม”
“หา? นายไม่ใช่หมอเหรอ”
เจิ้งซิ่วหลานเบิกตากว้างด้วยความตกใจ กวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนส่ายหน้าอย่างลังเล “ไม่เหมือนเลยสักนิด ไม่มีเค้าของนักพรตสักหน่อย”
เสิ่นเยี่ยนหัวเราะเบา ๆ แล้วไม่อธิบายอะไรต่อ “นั่นไง คิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์ เธอแค่รู้ไว้ว่าฉันมองเห็นเธอ แล้วก็ช่วยเธอได้ก็พอ”
ทั้งคู่คุยกันไปเรื่อยเปื่อย ระหว่างทางรถก็ขึ้นทางด่วนอย่างรวดเร็ว
แต่จู่ ๆ เสิ่นเยี่ยนก็ขมวดคิ้ว
เขาเห็นรถออฟโรดสีดำคันหนึ่งในกระจกมองหลังแล้วรู้สึกคุ้นตา คล้ายกับว่าเคยเห็นรถคันนี้ตรงหน้าโรงเรียนมัธยมปลายทดลองเฉิงเป่ย
หรือว่าจะมีคนสะกดรอยตามฉัน?
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา ใจของเสิ่นเยี่ยนก็หนักอึ้ง
