หลังจากชุนสี่เข้าสู่ห้วงนิทรา งานเลี้ยงของสกุลเว่ยจึงเลิกรา
สามเดือนก่อนเว่ยหลิงเจ๋อเพิ่งจะยืนได้อย่างฝืดเฝือน บัดนี้แม้ภายนอกดูเดินเหินเป็นปกติ แต่หากยืนนานขึ้นอีกสักหน่อย ขาทั้งสองข้างก็จะปวดบวมจนทนไม่ไหว
เมื่อส่งแขกกลับหมดแล้ว ใบหน้าของเว่ยหลิงเจ๋อก็ไร้รอยยิ้ม กลายเป็นหม่นหมองอำมหิตน่าสะพรึงกลัว
กลับมาถึงเรือนหลิงเฟิง ทราบข่าวว่าชุนสี่ถือใบทาสกลับบ้านไปแล้ว กลิ่นอายทั่วร่างเขายิ่งทวีความกระหายเลือดดุดัน บ่าวรับใช้ในเรือนพลันเงียบงันดั่งจั๊กจั่นในฤดูหนาว
สิงโจวอดถามขึ้นมิได้ว่า "คุณชาย ให้ข้าน้อยไปรับชุนสี่กลับมาไหมขอรับ"
เว่ยหลิงเจ๋อปัดถ้วยชาริมมือหล่น เอ่ยเสียงเย็นเยียบ "ปล่อยนางไปเถิด รอจนนางโวยวายพอแล้ว ย่อมกลับมาเอง"
ปรนนิบัติรับใช้อย่างเต็มกำลังความสามารถถึงสามปี เขาหาเชื่อไม่ว่าชุนสี่จะจากไปเช่นนี้
ยามครึ่งหลังของค่ำคืน ฝนก็เทลงมา
ไอหนาวปลายฤดูใบไม้ผลิพัดมาดุดันประหนึ่งย้อนสู่ฤดูเหมันต์อีกครา
ทั่วทุกหนล้วนเฉอะแฉะ ชุนสี่ขี้เกียจออกไปไหน เกือบทั้งวันเอาแต่นอนขดอยู่บนเตียง
ผ่านไปไม่ถึงสองวัน หวังชื่อก็เริ่มบ่นไม่พอใจ อ้อมค้อมเร่งให้นางทำงานหาเงิน เกรงว่านางจะอยู่กินเปล่าๆ ที่บ้าน
ชุนสีสีหน้าเย็นชา "สามปีมานี้ ข้านำเงินเดือนกลับมาให้ที่บ้านอย่างน้อยก็สามสิบตำลึง เพิ่งผ่านไปแค่สองวันก็ทำให้ข้ากินจนหมดบ้านแล้วหรือ"
"เจ้านี่พูดอะไร บ้านเรายังมีเงินอยู่เป็นธรรมดา แต่จะนั่งกินนอนกินจนภูเขาเปลี่ยวก็ไม่ได้สิ"
"ในเมื่อที่บ้านเลี้ยงข้าไม่ไหวแล้ว ท่านแม่สู้หาคนมาแต่งข้าออกเรือนเสียเลยดีกว่า ข้าอยู่บ้านสามีนอนกินสบาย เช่นนั้นก็ไม่ต้องขัดหูขัดตาท่านแม่แล้ว"
ชุนสี่เข้ายังสกุลเว่ยเมื่ออายุสิบขวบ อีกเพียงสองเดือนก็ครบสิบเก้า ถึงวัยควรออกเรือนไปเนิ่นนานแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้าเว่ยหลิงเจ๋อไม่อาจห่างนางได้ และหวังชื่อเองก็เสียดายเงินเดือนของนางที่เพิ่มสูงขึ้น จึงยังไม่คิดหาคู่ให้
มาบัดนี้ได้ฟังว่าชุนสี่อยากแต่ง หวังชื่อมีสีหน้าแข็งทื่อไป "ข้าก็มิได้เร่งรัดให้เจ้าแต่งเสียเมื่อไหร่ เพียงแต่เจ้าเอาแต่นอนขดอยู่บนเตียงอย่างนี้ หากแพร่งพรายออกไปก็ฟังดูไม่ดีเท่านั้น"
หวังชื่อแม้จะกลัวภัยพิบัติมาสู่ตัว ทว่าก็ยังละความหวังเสียทีเดียวไม่ เผื่อว่าเว่ยหลิงเจ๋อจะเสียใจภายหลัง ยอมเลี้ยงดูชุนสี่อย่างอนุภรรยาลับๆ
ถึงจะเป็นความสัมพันธ์มิอาจเปิดเผย แต่ก็ไม่ต้องคอยดูสีหน้าผู้อื่น หากมีบุตรได้ และชุนสี่ยังอายุยืนกว่าภรรยาเอกเล่า สุดท้ายย่อมมีวันได้นามว่าเป็นภรรยา
ทว่า หากเว่ยหลิงเจ๋อเสียดายชุนสี่จริง ป่านนั้นคงจะหาทางออกอันดีให้นางแต่เนิ่นๆ แล้ว เหตุใดต้องรอถึงเพียงนี้
ชุนสี่ขี้เกียจอธิบายเหตุผลให้หวังชื่อฟัง ได้แต่กล่าวว่า "ท่านแม่ก็รู้อยู่ว่าแพร่งพรายออกไปฟังไม่ดี เช่นนั้นก็รีบไปหาแม่สื่อมาสู่ขอข้าเสียเถิด"
สายฝนต้นฤดูใบไม้ผลิโปรยปรายต่อเนื่องนานถึงสิบวันจึงหยุด
ฟ้าโปร่งขึ้น ไอหนาวละลายหายไปในพลัน อบอุ่นเบ่งบาน
หลังกินข้าวแล้วชุนสี่ก็ก้าวพ้นประตูบ้านไป
ผ้าที่ท่านฮูหยินสกุลเว่ยประทานมานั้นดีงามเกินไปนัก ไม่เหมาะจะใส่ในยามปกติ นางจึงตั้งใจไปลองถามราคาตามร้านตัดเสื้อและร้านขายผ้า จะได้นำผ้าเหล่านั้นไปขายเสีย
ร้านทั่วไปไม่ยอมรับของดีเกินไปเช่นนี้ ชุนสี่จำต้องเดินไปที่สุดที่รุ่งเรืองที่สุดในเมือง
กลางทาง มีขบวนรถม้าหรูหราขบวนหนึ่งเคลื่อนผ่าน ชุนสี่เดินตามผู้คนไปหลีกอยู่ริมถนน
ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ที่แท้ก็คือคุณชายคุณหนูจากตระกูลบัณฑิตทั้งหลายเห็นว่าอากาศปลอดโปร่ง จึงออกมาเที่ยวชมความงามของฤดูใบไม้ผลิกัน
ควบม้าผ่านไปไวๆ ชมบุปผาจับผีเสื้อนั้นย่อมสนุกสนาน ทว่าบ่าวรับใช้ที่ติดตามล้วนต้องกางกระโจม ก่อเตาดิน เตรียมเครื่องปรุงอาหาร งานหนักตลอดวันต้องเหนื่อยอ่อนยิ่งกว่าหมา
ชุนสี่ถอนใจ รู้สึกว่าแสงฤดูใบไม้ผลินี้ก็ช่างงดงามน้อยลงไปเสียแล้ว
ขณะกำลังคิด เสียงหนึ่งก็แทรกขึ้นมาอย่างกะทันหัน "เอ๋ นี่มิใช่สาวใช้ข้างกายพี่เว่ยหรอกหรือ"
ชุนสี่ "..."
ออกจากบ้านมิได้พลิกดูปฏิทิน ซุ่มซ่ามเกินไปแล้ว
เงยหน้าขึ้นมอง เว่ยหลิงเจ๋อกับคุณชายตระกูลใหญ่อีกสองสามคนควบม้าผ่านหน้านางไปพอดี
ถูกคนทัก พวกเขาจึงหยุดกันทั้งหมด
เว่ยหลิงเจ๋อใบหน้าขรึมตวัดตามองชุนสี่คราหนึ่ง แววตาเย็นเยียบราวคมมีด
"ท่านแม่เปี่ยมเมตตาการุณย์ เห็นว่านางปรนนิบัติรับใช้ด้วยใจ จึงคืนใบทาสให้อิสระ นางหาใช่สาวใช้ของสกุลเว่ยอีกไม่"
เว่ยหลิงเจ๋อออกตัวตัดสัมพันธ์เสียก่อน ทว่าคนกลุ่มนั้นก็ยังมิมีทีท่าจะจากไป ชุนสี่จึงจำต้องเข้าไปก่อนทำความเคารพ
"ชุนสี่ สามัญชน ขอคารวะคุณชายทั้งหลาย"
"แม่นางตามมาหาพี่เว่ยหรือ"
ผู้เอ่ยคือบุตรชายคนรองของขุนนางกรมโยธาธิการ ชุนสี่ไม่รู้จักนามของเขา เพียงแต่เคยได้ยินเว่ยหลิงเจ๋อเรียกว่า ใบ้เอ้อ
ใบ้เอ้อผู้นี้ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงไม่ถูกชะตากับเว่ยหลิงเจ๋อ ก่อนหน้านี้ที่เว่ยหลิงเจ๋อพาชุนสี่ไปร่วมงานเลี้ยง เขาก็เคยพูดจาเสียดสีมิใช่น้อย คราวนี้ก็เป็นเขาที่จำชุนสี่ได้นั่นเอง
เป็นเช่นเซียนฟัดกัน แต่คนธรรมดาต้องเคราะห์ร้าย ชุนสี่บ่นในใจ ทว่าภายนอกกลับนบนอบยิ่ง "เรียนคุณชายใบ้ ท่านฮูหยินสกุลเว่ยประทานผ้าให้ข้าน้อยมิใช่น้อย ทว่าวัตถุดียิ่งนัก ครอบครัวข้าน้อยมิกล้านำมาใช้ ข้าน้อยเพียงมาหาร้านรับซื้อผ้าเหล่านี้แลกเปลี่ยนเป็นเงิน หาได้อาจหาญมารบกวนคุณชายใหญ่เว่ยเพื่อเรียกร้องสิ่งใดมากกว่านี้ไม่"
"เจ้าปรนนิบัติดูแลพี่เว่ยด้วยความเต็มอกเต็มใจถึงสามปี สกุลเว่ยใช้แค่ผ้าสองสามผืนก็กำจัดเจ้าไปแล้วหรือ"
ใบ้เอ้อเอ่ยวาจาดังฟังชัด หมายจะก่อเรื่องให้กระจายยิ่งนัก
ชุนสี่เร่งเอ่ยว่า "ท่านฮูหยินเมตตากรุณายิ่ง ย่อมหาได้ให้ข้าน้อยเพียงเท่านี้ ครอบครัวข้าน้อยซาบซึ้งจนยากจะตอบแทนได้หมดสิ้น"
ไม่ว่าเว่ยหลิงเจ๋อจะอยู่ที่นี่หรือไม่ ชุนสี่ก็มิกล้าเอื้อนเอ่ยวาจาใดอันเป็นภัยต่อสกุลเว่ยเป็นเด็ดขาด
เป้าหมายมิสัมฤทธิ์ผล ใบ้เอ้อดูไม่พอใจเล็กน้อย เขาเปลี่ยนมาเอ่ยว่า "ข้าสามารถออกเงินเป็นสองเท่าซื้อผ้าของเจ้า เจ้าตามข้าไปเที่ยวชมความงามของฤดูใบไม้ผลิด้วยกันดีหรือไม่"
ยังไม่ทันรอชุนสี่ตอบ ใบ้เอ้อก็หันไปทางเว่ยหลิงเจ๋ออีก "พี่เว่ยคงไม่รังเกียจที่จะมีคนเพิ่มขึ้นอีกสักคนกระมัง"
เว่ยหลิงเจ๋อขี้เกียจสนใจเขา รีบหนีบม้าให้วิ่งจากไปก่อน
ใบ้เอ้อก็มิสนใจ ยังคงยิ้มแย้มพลางยื่นมือออกไปยังชุนสี่ เป็นเชิงให้นางขึ้นมา
ชุนสี่คอแห้งผากเอ่ยว่า "ข้าน้อยฐานะต่ำต้อย เกรงว่าจะไร้ซึ่งคุณสมบัติที่จะได้ร่วมขี่ม้าตัวเดียวกันกับคุณชายใบ้"
"ไร้ปัญหา ข้ามิได้รังเกียจ"
"..."
ใบ้เอ้อ เจ้าช่วยทำบุญเสียบ้างเถิด
ที่หมายในการเที่ยวชมฤดูใบไม้ผลิอยู่ที่หุบเขาแห่งหนึ่งทางตะวันออกของชานเมือง ในหุบเขามีม่านอ่อนเขียวขจีคลุมดั่งพรม ดอกไม้ป่าเบ่งบานสะพรั่ง อีกทั้งยังมีลำธารคดเคี้ยวสายหนึ่ง ทัศนียภาพงดงามรื่นรมย์ยิ่ง
ชุนสี่กลับไม่มีแก่ใจจะชื่นชม
นางถูกใบ้เอ้อจับวางขวางบนหลังม้าบรรทุกมาเสียทั้งทาง ลงมายืนโซเซอยู่ริมทางอาเจียนอย่างอนาถ พลันหันศีรษะก็เห็นเว่ยหลิงเจ๋อยืนอยู่มิไกลนัก ท่วงท่างามสง่า ประคองสตรีผู้หนึ่งให้ลงจากรถม้าอยู่
สตรีผู้นั้นทรวดทรงอรชร สวมกระโปรงยาวแพรไหมสีชมพูประกายรัดเอวบางงามวิจิตร แม้จะสวมผ้าคลุมหน้า เห็นเพียงดวงตาหวานเฉิ่มดั่งแอปริคอตคู่หนึ่ง ก็ยังหาได้บดบังความงามตระการของนางไม่
สองคนยืนเคียงคู่กัน ช่างเหมาะสมกันเสียยิ่งนัก ราวกับสวรรค์สรรค์สร้างมาคู่กันฉะนั้น
ชุนสี่เก็บสายตากลับมา เช็ดปากเตรียมลุกขึ้น เสียงของใบ้เอ้อก็ลอยเข้าหูอีกครั้ง "แม่นางชุนสี่อาเจียนรุนแรงถึงเพียงนี้ มิใช่ว่าตั้งครรภ์อยู่กระมัง"
เสียงของใบ้เอ้อมิได้ดังนัก ทว่าวาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้นช่างน่าตกใจเกินไปนัก ผู้คนที่อยู่ตรงนั้นล้วนถูกดึงดูด ต่างพากันเงียบกริบพลางแอบเงี่ยหูรอฟังเรื่องต่อไป
ตั้งครรภ์หรือ
มีอะไรกันหรือ
"คุณชายใบ้... อ้วก..."
ชุนสี่เอ่ยปากก็พลันหันไปอาเจียนใส่ใบ้เอ้ออีก
น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้อาเจียนออกไปมากเกิน ภายในท้องจึงไร้สิ่งใด เหลวแต่เพียงน้ำกรดเล็กน้อยบนรองเท้าของใบ้เอ้อ
"อิสตรีต่ำช้า! เจ้าช่างบังอาจนัก!"
ใบ้เอ้อตวาดดุดัน ทว่ากลับไร้แรงจะมาจัดการกับชุนสี่ รีบร้อนงุ่นง่านถอดรองเท้าทิ้งขว้างออกไปไกลลิบ แล้วพรวดพราดกลับขึ้นรถม้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
โสโครกยิ่งนักโสโครกยิ่งนัก เขาจักต้องอาบน้ำชำระกายเดี๋ยวนี้!!!
ชุนสี่ตบอกเบาๆ ในที่สุดก็สบายขึ้น โพล่งเสียงออกไปด้วยความจริงใจว่า "ข้าน้อยต้องขอประทานโทษจริงๆ คุณชายใบ้ ข้าน้อยมิได้ตั้งใจ โปรดคุณชายใจกว้างเห็นแก่ข้าน้อยเถิด หากมิใช่เพราะคุณชายยืนกรานจะพาข้าน้อยมาที่นี่ด้วย ข้าน้อยก็หาได้ถูกเขย่าจนอาเจียนเยี่ยงนี้ดอก"
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความโกลาหลมิใช่น้อย พอชุนสี่กล่าวจบ ก็มีสาวใช้มาถ่ายทอดคำ "ในรถม้ามีเสื้อผ้าสำรองของคุณหนูเจ้าค่ะ เชิญแม่นางตามบ่าวมาด้วย"