ในห้องนอนสลัว
กู่ยวี่นอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียง นอกหน้าต่างมีดวงจันทร์สว่างลอยเด่น
เคล็ดวิชาในร่างกายหมุนเวียนไปอย่างเงียบงัน แต่แทบไม่เกิดผล
จู่ ๆ …
เธอก็ลุกขึ้นนั่ง
ตึกตักตึกตัก!
เธอวิ่งเหยาะ ๆ ไปยังห้องของชางโม่ แล้วปีนขึ้นเตียงอย่างคล่องแคล่ว ขยับตัวม้วนไปมาราวกับดักแด้ ก่อนจะหาท่าที่สบายที่สุด
เผื่อชางโม่กลับมา เธอจะได้อาศัยเก็บบุญกุศลจากเขา
กู่ยวี่ห่มผ้าห่มของชางโม่ สูดกลิ่นคุ้นเคยของเขา ไม่นานก็หลับไป
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร
เสียงเปิดประตูดังขึ้นในห้อง ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก้าวเข้ามา
เมื่อเห็นก้อนนูนใต้ผ้าห่มบนเตียง ชางโม่ก็ยิ้มเงียบ ๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินเข้าห้องน้ำ
เขารีบล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาด จากนั้นจึงเดินตรงไปข้างเตียง เปิดผ้าห่มแล้วขึ้นไปนอน พลางรวบคนเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน
“อืม…”
กู่ยวี่กำลังหลับสบาย จึงขยับตัวอย่างกระสับกระส่ายเล็กน้อย พอได้กลิ่นคุ้นเคยก็สงบนิ่งลง
เธอพึมพำเสียงงึมงำ ก่อนจะ
ลืมตาคู่สวยขึ้น น้ำเสียงงัวเงียแฝงความออดอ้อน
“กลับมาแล้วเหรอ”
ใต้แสงจันทร์
ใบหน้างดงามประณีต ขนตายาวขยับไหวเบา ๆ ราวกับภูตน้อยที่ถือกำเนิดมาพร้อมจันทร์
ทั้งที่ดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทว่าเธอกลับชวนให้คนอยากพากันตกสู่โลกีย์
ลิ้มรสความสุขในโลกมนุษย์ให้ครบถ้วน
น้ำเสียงอ่อนหวานนั้นดุจขนนกที่ปัดผ่านหัวใจ ทำเอาคันยุบยิบจนอยากเกา แต่กลับไม่รู้จะเกาตรงไหน
ชางโม่จึงทำได้เพียงกอดภูตน้อยในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น ก้มลงจูบริมฝีปากแดงระเรื่อ
เมื่อได้จูบอย่างที่ต้องการ กู่ยวี่ก็มีความสุขมาก มือของเธอเองก็ไม่อยู่เฉย เธอเลิกชายเสื้อแล้วล้วงเข้าไป ลูบไล้ผิวเนียนลื่น ก่อนโอบเอวชายหนุ่มไว้
สัมผัสเย็นเยียบตรงเอวทำให้ร่างชางโม่เกร็งขึ้น ฝ่ามือหยาบกร้านวางลงบนเอวบาง แขนทรงพลังรัดกระชับเล็กน้อย ดึงคนในอ้อมแขนเข้ามาแนบชิด
