"ไม่เล่นแล้ว ไม่เล่นแล้ว" กู้ชิวทิ้งไพ่ลงบนที่นั่ง มองเสิ่นเจ้าด้วยสายตาขุ่นเคือง
"นายทำยังไงถึงชนะทุกตาเลยเนี่ย เล่นไพ่กับนายนี่เหมือนเอาหัวไปให้เท้าเหยียบถูเลยนะ"
นอกจากตอนแรกที่เสิ่นเจ้ายังเล่นไม่เป็น หล่อนสอนไปสองสามตา พอหล่อนรู้วิธีเล่นก็ฆ่าฟันไม่ไว้หน้าเลย เล่นคนเดียวชนะสามคน
เสิ่นเจ้ายิ้ม คิดว่าคำเปรียบของหล่อนน่าสนใจดี
"การชนะน่ะ ไม่เห็นจะยากเลย ก็แค่คำนวณไพ่ให้ดี"
กู้ชิว: ......
"ให้ตายสิ โดนอวดซะแล้ว"
เสิ่นเจ้ามองสีหน้าตัดพ้อของกู้ชิวแล้วรู้สึกขำ แต่หล่อนคิดว่ามันไม่ยากจริง ๆ
นอกจากไม่กี่ตาแรก ก็ยิ่งเล่นยิ่งน่าเบื่อ
สู้โต้เถียงกับขุนนางในราชสำนักไม่ได้เสียอีก พวกเขาด่ากันยังมีที่มาที่ไป ไม่ซ้ำคำ แถมทุกวันยังมีคำใหม่
เวินอี๋สวินส่งสายตา 'ฉันเข้าใจนาย' ให้กู้ชิว
"ของนายน่ะยังไม่เท่าไหร่ ฉันถูกจี้ไป๋เหยียบถูตั้งแต่เด็ก เขาเป็นเด็กตัวอย่างในหมู่บ้านตลอด ฉันน่ะสิแย่"
"ก็จริง" กู้ชิวดูเหมือนจะได้รับการปลอบโยน นั่งตัวตรงขึ้น
"พวกเราคนธรรมดา คงสู้พวกอัจฉริยะไม่ได้ ตั้งแต่วันนี้ฉันเลิกเล่นไพ่แล้ว"
จี้ไป๋กำลังเก็บไพ่ ได้ยินก็เงยหน้ายิ้ม "ที่จริงไม่ได้เกินจริงอย่างที่พวกนายพูดหรอก"
เขามองเสิ่นเจ้าด้วยความสงสัย ตั้งแต่เล็กจนโตใคร ๆ ก็ชมว่าเขาฉลาด มีความจำเป็นเลิศ
เสิ่นเจ้าเป็นคนเดียวที่เขาเคยเห็น ที่เหนือกว่าเขาในด้านนี้ แม้ว่าหล่อนจะผอมเหมือนโครงกระดูกก็ตาม...
"สหายเสิ่นเป็นคนแถวไหนหรือ คุณดู..."
"ดูผอมเกินไปใช่ไหม" เสิ่นเจ้ารู้ว่ามีสายตาประเมินของเขาอยู่
คนแถวนี้ส่วนใหญ่ก็ผอม จนถึงตอนนี้หล่อนยังไม่เคยเจอคนอ้วนเลย แต่ที่ผอมขนาดหล่อนนี่ ก็นับว่าหายาก เขาสงสัยก็เป็นธรรมดา
"ตอนอยู่บ้านข้าหิวบ่อย ก็เลยผอมอย่างนี้แหละ"
กู้ชิวพลันแสดงสีหน้าเห็นใจ หยิบซาฉีหม่าออกมายัดใส่มือเสิ่นเจ้าทันที
"ไม่เป็นไร วันหลังฉันจะเลี้ยงนายเอง ต้องทำให้อ้วนขึ้นแน่"
เสิ่นเจ้า: ........
ผู้หญิงคนนี้ ไม่เพียงไร้เดียงสา แต่ยังจิตใจดีอย่างหาดูยาก
หล่อนที่เคยระวังตัวต่อทุกคน ไม่คุ้นเคยกับความอบอุ่นแบบนี้เลย
เสิ่นเจ้ายื่นขนมของตนให้หล่อนชิ้นหนึ่ง เป็นการตอบแทน
ทั้งสี่คนคุยเล่นไปเรื่อย ๆ ฆ่าเวลาไปวัน ๆ
พอรุ่งเช้า เจ็ดโมง
รถไฟมาถึงเฟิงอัน
นี่เป็นเมืองเล็ก ๆ มาก ๆ ที่แทบไม่มีใครเคยได้ยิน
เสิ่นเจ้าถือสัมภาระออกจากสถานี เจอเจ้าหน้าที่ที่มารับเหล่านักศึกษาลงชนบท
ตอนนี้ ข้าง ๆ เขามียืนอยู่ห้าสิบกว่าคนแล้ว เป็นนักศึกษาลงชนบทที่มาครั้งนี้ รอการจัดสรรทั้งหมด
ทั้งสี่ยืนด้วยกัน รอครึ่งชั่วโมง ถึงได้ยินคนเรียกชื่อพวกหล่อน
"เสิ่นเจ้า กู้ชิว เวินอี๋สวิน จี้ไป๋ หวังหนาน หน่วยผลิตเล่ยกู่ผิง"
ต่อจากนั้น ลุงคนหนึ่งสวมหมวกฟางก็ตะโกนขึ้นว่า "ข้าคือหัวหน้าหน่วยผลิตเล่ยกู่ผิง เฮ่อเจี้ยนผิง ใครถูกจัดให้ไปเล่ยกู่ผิง ตามข้ามา"
กู้ชิวตื่นเต้นโอบแขนเสิ่นเจ้า "ดีจังเลย เสิ่นเจ้า! พวกเราได้อยู่หน่วยเดียวกัน!"
"อืม"
เทียบกับความตื่นเต้นของกู้ชิวแล้ว ในใจเสิ่นเจ้าไม่มีคลื่นอารมณ์ใด ๆ เลย อยากเพียงรีบไปถึงที่พัก ระหว่างทางนี้กินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ ทำให้หล่อนอารมณ์เสียมาก
จิตใจใกล้ถึงจุดระเบิดเต็มที
โชคดีที่เฮ่อเจี้ยนผิงไม่พูดมาก เรียกคนครบก็พาทุกคนออกเดินทาง
กลุ่มนี้นอกจากสี่คนที่รู้จักกันแล้ว ยังมีนักศึกษาลงชนบทผู้หญิงอีกคน ดูอ่อนแอ พูดจาอ้อมค้อม
โดยเฉพาะตอนเห็นจี้ไป๋ หน้าซับซับ แสร้งทำออดอ้อน "สหาย~ คุณช่วยถือกระเป๋าให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ ฉันถือไม่ไหว~"
ซู่
ทนไอ้เสี่ยวไป๋เหลียนพวกนี้ไม่ได้สุด ๆ เห็นแล้วอยากถีบให้กระเด็น
เสิ่นเจ้าลูบขนลุกตามตัว พยายามควบคุมเท้าที่กระตุกอยากถีบ หลบออกห่างพวกเขา
ใครจะรู้ว่าจี้ไป๋จะตื่นเต้นกว่าหล่อนอีก กระโดดหนีไปสองเมตร ตกใจโบกมือรัว "ของฉันเองยังถือไม่ไหวเลย ถือไม่ไหวแล้วยังเอาของมาเยอะแยะทำไมอีก"
ก็จริง พวกเขามากสุดก็แค่สองกระเป๋าต่อคน แต่หวังหนานน่ะ ข้างเท้าถุงแตกระเป๋าตกสามสี่ใบ ไม่รู้ว่าเอาข้าวของพวกนี้ขึ้นรถไฟมาได้ยังไง
หวังหนานหน้าซีด ทำเหมือนโดนใครรังแก สงสารเว้าวอนมองหัวหน้าหน่วย เห็นเขาหันหลังไม่มอง เดินก้าวฉับ ๆ ไปข้างหน้า กลัวตัวเองถูกทิ้ง เลยรีบควักกระเป๋าเดินตามไป
เดินพลางหอบพลางขอความช่วยเหลือจากเวินอี๋สวิน "สหายคะ ฉันถือไม่ไหวแล้วจริง ๆ..."
"เกี่ยวอะไรกับฉัน" เวินอี๋สวินแคะจมูก ดีดนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือ แล้วเช็ดมือกับเสื้อ
เคล็ดลับนี้ใช้กับนักศึกษาหญิงที่ตามตื้อเขา ได้ผลทุกครั้ง
หวังหนานเห็นสิ่งลึกลับที่ถูกดีดลอยไป สีหน้าแข็งค้าง ไม่กล้าเอากระเป๋าไปใส่มือเขา
แล้วจึงกวาดสายตาขอความช่วยเหลือไปทางเสิ่นเจ้าที่เดินเร็วดังเหาะ
เสิ่นเจ้ารู้ทัน แต่แกล้งทำเป็นไม่เห็น รุดหน้าไปอยู่ข้างหลังหัวหน้าหน่วย
หวังหนานเดินรั้งท้าย ถือกระเป๋าสามใบ ลำบากยิ่ง หน้ากลายเป็นสีแดงก่ำ
กระเป๋าพวกนี้ตอนขึ้นรถมีคนในครอบครัวช่วย ตอนลงก็ขอให้ลุงร่วมขบวนช่วยหิ้วลงมาให้ คิดว่าเมื่อถึงที่แล้วก็จะหาใครช่วยถือได้อีก
ใครจะรู้... ว่าเจอกลุ่มคนใจหมาพวกนี้
ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่ยอมช่วย
หล่อนเดินตามหลัง มองพวกเขาเดินห่างไปทุกที จนน้ำตาแทบไหล
กู้ชิวเหลือบมองข้างหลัง เหลือบเห็นสายตาขุ่นแค้นของหล่อนเข้าพอดี
ความช่วยเหลือที่คิดไว้ก็หดกลับไปทันควัน
ฉันมันใจดี แต่ไม่ใช่โง่ ที่จะไปช่วยคนที่แสดงท่าทีเป็นศัตรูกับฉันอย่างชัดเจน รีบสาวเท้าตามหัวหน้าหน่วยไป
"หัวหน้าหน่วยคะ เราต้องเดินอีกนานไหม"
เฮ่อเจี้ยนผิงไม่หยุดเดิน แต่อธิบายด้วยความอดทน
"ทางภูเขา อ้อมไปทางด้านหลัง ก็แค่สองชั่วโมง ถ้าเดินทางเข้าเมือง จะต้องไปถึงตำบลก่อน แล้วค่อยเดินไปหมู่บ้าน ใช้เวลาสี่ห้าชั่วโมง"
"ตอนนี้เราเดินทางภูเขาอยู่ ประหยัดเวลา"
"ยังต้องเดินอีกสองชั่วโมงเหรอ" เวินอี๋สวินร้องโอดครวญ แทบจะล้มลงกับพื้น
เสิ่นเจ้าเงยหน้า รับแสงแดด มองภูเขาซ้อนกัน พร้อมทางคดเคี้ยวเล็ก ๆ เกือบจะเป็นลมมองไม่เห็น
กู้ชิวกับพวกที่เป็นเด็กเมือง นึกไม่ออกว่าภูเขาใหญ่แค่ไหนไม่รู้จักความต่างระหว่างทางภูเขากับทางราบ แต่หล่อนรู้ สมัยออกรบสมัยก่อน หล่อนและกองทัพติดอยู่กลางป่า เดินวนอยู่สิบห้าวันกว่าจะออกมา
ครึ่งเดือนนั้น ทหารใต้บังคับบัญชาของหล่อนตายไปครึ่งหนึ่ง
สวรรค์ ฆ่าข้าเสียเถิด!
ไปเกิดดีกว่ามาทนทุกข์ที่นี่
หกคนเดิน ๆ หยุด ๆ ในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านก่อนเที่ยง
เวลานี้พักงานกันแล้ว บ้านเรือนต่างก็หุงข้าวหุงปลากัน ควันสีเทาลอยขึ้นจากปล่อง บ้านเรือนกระเบื้องดำผนังเหลืองกระจัดกระจายอยู่ในหุบเขา มองไกล ๆ ก็เห็นนาขั้นบันไดเขียวชอุ่ม
ภูเขาล้อมรอบทุกด้าน สายหมอกพลิ้วอยู่กลางเขา ราวกับสวรรค์ชั้นฟ้า
ทุกคนพักผ่อนข้างหินใหญ่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน ระหว่างรอหวังหนานที่ตามมาอยู่ข้างหลัง
นอกจากหัวหน้าหน่วยกับเสิ่นเจ้าแล้ว ทุกคนต่างเหนื่อยเหมือนหมาตาย ไม่สนพื้นสกปรก ทิ้งตัวลงนอนหายใจหอบ
กู้ชิวหอบหนัก มองเสิ่นเจ้าที่ยืนอยู่ "นายไม่เหนื่อยเหรอ"
เสิ่นเจ้าชะงัก สายตากวาดไปมองพื้นอย่างรังเกียจ
กู้ชิวมองตามสายตาหล่อน ดันโบกมือ "ไม่ต้องพูด ฉันเข้าใจ นายรังเกียจพื้นสกปรก"
ตลอดทางมาก็พอมองออกแล้วล่ะว่าผู้หญิงคนนี้ก็คือ รังเกียจทุกสิ่งเท่าเทียมกันนั่นเอง