เสิ่นไต๋มองส้มที่ยื่นมาตรงหน้า พลางยกมือกุมอก ทำท่าราวกับกำลังจับผิดเรื่องเล็กน้อย
“พี่คะ ส้มของพี่หวานจริงเหรอ ฉันบอกไว้ก่อนนะ ฉันกินของหวานไม่ได้น่ะ”
“กินของหวานมากไปไม่ดีต่อฟัน แถมยังทำร้ายผิวฉันด้วยนะ!”
“แหม พี่เองก็กินให้น้อยลงหน่อยสิ ดูหน้าพี่สิ หยาบกร้านจนเป็นแบบนี้แล้ว”
ผู้หญิงวัยกลางคนอัดอั้นจนหน้าเขียวคล้ำ อดทนแล้วอดทนอีก กว่าจะข่มใจไม่ให้ด่าคนได้ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา
“ก็...ก็ไม่ได้หวานมากหรอก ไม่งั้นลองชิมดูก่อนไหม”
เสิ่นน่วนน่วนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แสดงสีหน้าไม่เห็นด้วยอย่างจงใจ “พี่ไต๋ พี่เขาหวังดีเอาส้มมาให้พวกเรากินนะคะ อย่าพูดแบบนั้นสิ”
พูดจบ เธอก็หยิบส้มจากมืออีกฝ่ายมาเอง ราวกับต้องการช่วยแก้ความกระอักกระอ่วนให้ผู้หญิงวัยกลางคน
ดวงตางามของเสิ่นไต๋หรี่ลงเล็กน้อย “เสิ่นน่วนน่วน ออกมาข้างนอก อย่ากินอะไรส่งเดช ระวังจะท้องเสีย”
เดิมทีคำพูดนั้นเป็นการเตือนด้วยความหวังดี แต่เสิ่นน่วนน่วนกลับเข้าใจผิด “พี่ไต๋ ส้มนี่ก็ไม่ได้สกปรกสักหน่อย พี่พูดแบบนี้ไม่น่าฟังเกินไปแล้วนะคะ!”
“พี่ก็พูดเองว่าออกมาข้างนอก คุณพ่อสอนพวกเราว่าเวลาอยู่ข้างนอกต้องมีน้ำใจต่อผู้อื่น ไม่ใช่ไปทำให้คนอื่นลำบากใจ”
พอได้ยินคำพูดนั้น เสิ่นไต๋ก็เหมือนถูกกระตุ้น คิ้วเรียวขมวดตั้ง “ใครไปทำให้คนอื่นลำบากใจ ฉันก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่กินสักหน่อย!”
พูดจบก็รับส้มมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะหันหลังหนีอย่างงอน ๆ แล้วเอนตัวพิงเตียง บีบส้มในมืออย่างเจ็บใจ
เมื่อผู้หญิงวัยกลางคนได้ยินเสียงปอกส้มจากมือเสิ่นไต๋ ตามด้วยเสียงเคี้ยวเบา ๆ มุมปากก็อดเผยรอยยิ้มยินดีออกมาไม่ได้
ฮิ ๆ! ติดกับแล้ว!
ราวสิบนาทีต่อมา จู่ ๆ ก็มีเสียงเอะอะดังขึ้นในตู้รถไฟตู้นอนที่เงียบสงบ ดึงดูดความสนใจของทุกคนในทันที
