“ฉู่เหยา ตอนพูดคำพวกนี้ เธอไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยเหรอ? เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งสิบกว่าปี ที่ผ่านมาฉันดีกับเธอขนาดนั้น เธอลืมไปหมดแล้วหรือไง? หรือเธอจะจดจำได้แค่ความดีของผู้ชาย?”
ร่างของสวี่เอินโยวโงนเงนถอยหลังไปหนึ่งก้าว ดูราวกับถูกกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก
ฉู่เหยามองอีกฝ่ายเล่นละครด้วยสายตาเย็นชา ก่อนย้อนถามด้วยรอยยิ้มคล้ายยิ้มไม่คล้ายยิ้ม “ความดีที่เธอทำกับฉันน่ะเหรอ? หมายถึงให้ฉันวิ่งวุ่นซื้อขนมกับเครื่องดื่มให้เธอ คอยถือกระเป๋าและต่อแถวให้ตลอดเวลาเวลาออกไปข้างนอก พกกระดาษทิชชู ลิปสติกกับครีมกันแดดไว้ให้เธอ กางร่มให้ วันหยุดก็ต้องช่วยทำการบ้าน แถมยังต้องช่วยปกปิดเรื่องที่เธอนัดเดตกับคนที่มาตามจีบอีกหรือเปล่า?”
“เธอก็เป็นแบบนี้แหละ จำเรื่องที่ตัวเองทำดีกับคนอื่นได้ขึ้นใจ แต่พอคนอื่นดีกับเธอ เธอกลับจำไม่ได้สักนิด!”
“อย่างนั้นเหรอ? งั้นเธอช่วยทบทวนให้ฉันฟังหน่อยสิ ว่าเธอเคยทำอะไรดี ๆ กับฉันบ้าง”
สวี่เอินโยวถูกฉู่เหยาซักไซ้ด้วยท่าทีคุกคามจนเริ่มตั้งรับไม่อยู่ จึงรีบกล่าวโทษกลับ “พอได้แล้ว! ตอนที่เธอทำเรื่องพวกนั้นให้ฉัน อย่างน้อยฉันก็ปกป้องเธอ ไม่ปล่อยให้โดนรังแก แถมยังปฏิบัติกับเธออย่างเท่าเทียมเหมือนเพื่อนด้วย ตอนนี้เธอไปเป็นลูกไล่ให้เฮ่อหลิ่น เป็นเด็กวิ่งธุระเหมือนเดิม ไม่มีศักดิ์ศรีสักนิด แต่กลับภูมิใจเสียเต็มประดา เธอมีสิทธิ์อะไรมาซักถามฉัน?”
“เด็กวิ่งธุระเหรอ? ถึงเฮ่อหลิ่นจะรับฉันเป็นลูกไล่ แต่เขาไม่เคยใช้ให้ฉันไปวิ่งธุระเลยสักครั้ง ของที่เขาให้ฉันมีคนตั้งมากมายพยายามทั้งชีวิตก็ยังไม่ได้มา แถมมีเขาอยู่ทั้งคน ในโรงเรียนนี้ก็ไม่มีใครกล้ารังแกฉันหรอก
ลูกไล่แบบนี้น่ะ อ่านว่าลูกไล่ แต่เขียนว่าเพื่อนต่างหาก ส่วนเธอต่างหากที่เรียกตัวเองว่าเพื่อน แต่เอาเข้าจริงก็แค่ลูกไล่ฟรี ๆ ต่อให้ดาราสาวจ้างผู้ช่วยตัวเล็ก ๆ สักคน ยังต้องจ่ายเงินเดือนให้เดือนละเป็นหมื่น เธอได้ใช้ชีวิตอย่างดาราสาวอยู่กับฉันมาตั้งนาน แต่ไม่เคยควักเงินสักแดง...คำพูดบางอย่างเอาไว้หลอกคนนอกก็พอ อย่าหลอกตัวเองไปด้วยเลย!”
