“พวกคุณคิดจะทำอะไร?”
สวี่เอินโยวหลบมือที่หลิวยวี่เคอผลักมา แต่ปากยังไม่ยอมแพ้ เธอเอ่ยถามอย่างไม่พอใจว่า “คนพวกนี้คุณพามาทั้งหมดเลยเหรอ? รุมคนที่มีน้อยกว่า แบบนี้เรียกว่าเก่งตรงไหน!”
สิ้นเสียงของเธอ นักเรียนสายทรัพย์สินรอบข้างก็หัวเราะครืนขึ้นมา
“สวี่เอินโยว เธอเป็นเด็กประถมหรือไง? เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ยังคิดอีกเหรอว่าโลกนี้เรียกร้องความยุติธรรมกัน!”
“นั่นสิ ความมั่งคั่งกับสถานะทางสังคมที่บรรพบุรุษเราสั่งสมกันมาหลายชั่วอายุคน มีไว้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมกับคนอย่างเธอหรือไง?”
สวี่เอินโยวได้ยินแล้วมองนักเรียนสายทรัพย์สินที่พูดอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะตำหนิว่า “พวกคุณเอาแต่เกาะพ่อแม่เหมือนพวกปลวก แล้วใช้อำนาจรังแกคนอื่น ไม่รู้สึกละอายใจบ้างเหรอ?”
คนรอบข้างหัวเราะเสียงดังยิ่งกว่าเดิมทันที
“ละอายใจเหรอ? มีแต่คนจนเท่านั้นแหละที่ต้องละอายใจเวลาเกาะพ่อแม่ เพราะพวกเธอขัดสนจนแทบไม่มีจะกิน จะเรียกว่าสืบทอดมรดกก็ไม่ได้ เลยต้องเรียกว่าเกาะพ่อแม่กิน!”
“จะเสียเวลาพูดกับเธอทำไม? ลากไปตรงโน้นสิ มาดูกันว่าเดี๋ยวเธอยังจะทำเป็นวางท่าสูงส่งได้อีกไหม!”
“พวกคุณจะทำอะไร? ปล่อยฉันนะ!”
“ทำอะไรน่ะเหรอ? อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าเธอใส่เสื้อผ้าสำเร็จรูปแสนซอมซ่อชุดนี้ออกมาเดินอวดไปทั่วเพราะคิดอะไรอยู่! คนชั้นต่ำอย่างเธอ ยอมทุ่มเงินตั้งมากมายเพื่อมางานเต้นรำ ก็เพราะอยากยั่วผู้ชายที่มีแต่จะมาโผล่ในงานนี้ไม่ใช่หรือไง?”
หลิวยวี่เคอมองสวี่เอินโยวที่ถูกคนกดให้คุกเข่าอยู่บนพื้น จากนั้นก็ยื่นมือไปตบแก้มเธอเบา ๆ พลางเยาะเย้ยว่า “อย่างเธอน่ะหรือ ยังกล้าคิดฝันถึงคุณชายมู่?”
