จากนั้นเธอก็หันไปมองพ่อบ้านสูงวัยที่ยืนรออยู่ข้าง ๆ น้ำเสียงนุ่มนวลและสงบนิ่ง เอ่ยถามอย่างไม่รีบร้อน
“พ่อบ้านคะ ที่บ้านเก่ามีพีผาไหมคะ”
“เรียนคุณหนูสาม มีครับ รอสักครู่นะครับ ผมจะไปหยิบมาให้เดี๋ยวนี้”
พ่อบ้านสูงวัยก้มตัวตอบอย่างนอบน้อม ก่อนจะขยับตัวอย่างคล่องแคล่วว่องไว
ไม่นานนัก คนรับใช้ก็ประคองพิณพีผาไม้จันทน์แดงใบเล็กเข้ามาอย่างระมัดระวัง
ตัวพิณมีลายไม้ละเอียดอ่อน สีสันเก่าแก่สง่างาม เพียงมองก็รู้ว่าเป็นของชั้นดี
จี้หนิงยื่นมือไปรับ สวมเล็บปลอมสำหรับดีดอย่างใจเย็น จากนั้นปลายนิ้วก็แตะสายพิณเบา ๆ ลองดีดและปรับเสียงอย่างแม่นยำ
เมื่อแน่ใจว่าทำนองถูกต้องแล้ว เธอก็เงยหน้ามองบรรดาผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ สีหน้าสงบนุ่มนวล น้ำเสียงสุภาพถ่อมตนพอดี
“ถ้าอย่างนั้นหลานขอเล่นให้ทุกท่านฟังนะคะ”
พูดจบ เธอก็ค่อย ๆ เดินไปกลางห้องรับแขก คนรับใช้ยกม้านั่งไม้เนื้อแข็งมาวางให้ทันที
จี้หนิงนั่งลงอย่างสง่างาม แผ่นหลังเหยียดตรง
ชั่วพริบตาต่อมา ปลายนิ้วก็พลิ้วขึ้นลง สายพิณสั่นสะเทือน เสียงเพลงหนักแน่นกังวานพลันดังกระหึ่ม
บทเพลง “ซุ่มโจมตีสิบด้าน” อันเร้าใจและรวดเร็วพลันไหลทะลักออกมา เสียงสายพิณพลิกผันเร่าร้อนและเฉียบคม ค่อย ๆ ทวีความเข้มข้น ถ่ายทอดภาพสนามรบที่เต็มไปด้วยคมดาบและฝีเท้าม้า บรรยากาศตึงเครียดและดุดันได้อย่างถึงแก่น ทุกคนต่างกลั้นหายใจ ใจสั่นสะท้านไปกับเสียงเพลง
ก่อนที่ทุกคนจะทันได้ตั้งสติจากท่วงทำนองอันยิ่งใหญ่ ปลายนิ้วของเธอก็เปลี่ยนจังหวะกะทันหัน เสียงสายพิณอันเฉียบคมดุดันจางหายไป แทนที่ด้วยท่วงทำนองอ่อนโยน เนิบช้า โปร่งพลิ้ว และทอดไกล
ท่วงทำนองไพเราะของ “ค่ำคืนจันทร์กระจ่างเหนือสายน้ำ” ค่อย ๆ ไหลริน อ่อนหวานละมุนละไม ภาพกวีแห่งแสงจันทร์ กระแสน้ำในแม่น้ำ และสายลมยามค่ำคืน หลอมรวมอยู่ในเสียงพิณทั้งหมด
บทเพลงทั้งสองมีท่วงทำนองต่างกันราวฟ้ากับเหว เพลงหนึ่งแข็งกร้าว อีกเพลงอ่อนโยน หนึ่งเร่าร้อน อีกหนึ่งเนิบช้า ทว่าปลายนิ้วของจี้หนิงกลับเชื่อมทั้งสองเพลงเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมชาติไร้รอยสะดุด ฝีมือการบรรเลงอันช่ำชองทำให้ผู้ฟังอดทึ่งไม่ได้
