สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านปลายผมของนางแผ่วเบา คล้ายมีใครบางคนตอบรับถ้อยคำของนางอย่างอ่อนโยน
เดินต่อไปอีกพักหนึ่ง เบื้องหน้าก็ปรากฏเนินลาดที่เต็มไปด้วยก้อนหินระเกะระกะ
ซูถังเดินต่อไม่ไหวแล้ว ขาทั้งสองพลันอ่อนแรง ทรุดนั่งลงกับพื้น พิงก้อนหินด้านหลังแล้วหอบหายใจถี่รัว
นางเงยหน้ามองเงาภูเขาสีดำที่ทอดตัวสลับซับซ้อนอยู่ไกลลิบ
เขาดำแดนเหนือ
ภูเขารกร้างที่ผู้คนเรียกขานว่า “เขตต้องห้ามแห่งความตาย” เป็นจุดหมายปลายทางของนักโทษเนรเทศ สถานที่อันตรายที่มีคนสิบคนเข้าไปแล้วเก้าคนไม่ได้กลับออกมา
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขาดำ บรรยากาศรอบข้างก็เปลี่ยนไปในพริบตา
ราวกับข้ามธรณีที่มองไม่เห็น โลกภายนอกถูกตัดขาดอยู่เบื้องหลัง
สายลมสารทอันเย็นเยียบยังคงคำรามข้างหู ทว่าครั้นพัดต้องใบหน้า กลับแฝงไอชื้นเย็นเยียบประหนึ่งมือเย็นเฉียบที่ลูบไล้ผิวกาย
ซูถังหรี่ตามองเส้นทางภูเขาเบื้องหน้า
หมอกหนาทึบสีเทาขาวราวกับมีชีวิต ค่อย ๆ ไหลวนพันเกี่ยวอยู่ในป่า
ต้นไม้บิดเบี้ยวเป็นรูปร่างประหลาดอยู่ในหมอก ทั้งที่เป็นต้นเดียวกันแท้ ๆ แต่พอมองจากคนละมุมกลับดูแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
แม้แต่ทางใต้ฝ่าเท้าก็ยังพิกล นางจำได้ชัดว่าตนเดินมาตามทางตรง ทว่าพอหันกลับไปมอง เส้นทางขามากลับถูกหมอกกลืนหาย กลายเป็นทางแยกที่นางไม่เคยเดินผ่าน
สถานที่เช่นนี้แหละที่ชาวบ้านเล่าลือกันว่าเป็น “ภูเขาหลงทาง”
ซูถังใช้นิ้วจิ้มดินบนพื้น จากนั้นเงยหน้ามองทิศทางการเติบโตของยอดไม้ ก่อนจะเบ้ปาก
“ผีสางอะไรเข้าสิงกัน ที่แท้ก็เป็นเพราะสนามแม่เหล็กแปรปรวนเฉพาะจุด บวกกับการหักเหของหมอกในหุบเขานี่เอง” นางพึมพำกับตนเอง พลางปัดดินออกจากมือ “ไม่มีอะไรซับซ้อนสักหน่อย”
เมื่อก่อนตอนนางสำรวจพื้นที่แถบคาสต์ทางตะวันตกเฉียงใต้ ยังเคยพบภูมิประเทศพิสดารกว่านี้เสียอีก
พื้นที่ที่เต็มไปด้วยถ้ำหินปูนใต้ดินเช่นนั้น หากสนามแม่เหล็กปั่นป่วน เข็มทิศก็หมุนติ้วอยู่กับที่ สัญญาณจีพีเอสยังลอยไปโผล่มณฑลข้างเคียงได้เลย
เทียบกับที่นั่นแล้ว หมอกบนเขาดำแค่นี้เป็นเรื่องเล็กน้อย
นางพยุงต้นไม้ต้นหนึ่งลุกขึ้น กัดฟันเดินต่อ ทว่ายิ่งมุ่งลึกเข้าไปในภูเขาใหญ่ ศีรษะของนางก็ยิ่งผิดปกติ
มันปวดตุบ ๆ เป็นระลอก ขมับเต้นกระตุก ราวกับมีใครใช้ค้อนเล็กเคาะสมองทีละที
นางยื่นมือไปเกาะต้นไม้ใหญ่ข้างกายตามสัญชาตญาณ
ทันใดนั้น หมอกหนาตรงหน้าราวกับถูกมือใหญ่ที่มองไม่เห็นแหวกออก โครงข่ายสามมิติชั้นหนึ่งซึ่งไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่ากลับปรากฏชัดขึ้นในห้วงความคิดของนาง
ชั้นหินใต้ดินซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ ประหนึ่งตำราธรณีวิทยาที่ถูกเปิดออก กระแสน้ำใต้ดินคดเคี้ยวไหลไปตามรอยเลื่อนอย่างเชื่องช้า
ข้อมูลทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็นสัมผัสรับรู้อันแจ่มชัด หลั่งไหลเข้าสู่จิตสำนึกของนาง
“อะไรเนี่ย...”
ซูถังกะพริบตา ภาพในหัวก็ยังคงอยู่
ซูถังนิ่งเงียบไปเต็มสามวินาที
จากนั้นนางก็ตัดสินใจอย่างที่สมกับนิสัยของตนเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือยังไม่ต้องสนใจว่ามันคืออะไร ใช้ได้ก็พอ
นางตั้งสติอย่างรวดเร็ว แล้วเริ่มลองควบคุมพลังรับรู้ที่จู่ ๆ ก็เกิดขึ้นนี้
นางพบว่าพลังรับรู้นี้สามารถเปิดปิดได้ หากปล่อยให้ตนเอง “มอง” อย่างเต็มที่ ขอบเขตการรับรู้ก็จะขยายไปได้ไกลมาก แต่ศีรษะจะปวดราวกับกำลังจะแตก
หากควบคุมให้แคบลง มุ่งสนใจเพียงบริเวณรอบกาย อาการปวดหัวก็จะบรรเทาลงมาก
“เข้าใจแล้ว” นางพึมพำ “ไอ้นี่เผาผลาญสมอง เปิดกว้างเกินไป สมองรับไม่ไหว”
นางอาศัยความทรงจำเกี่ยวกับเส้นทางที่ร่างเดิมถูกเนรเทศ มุ่งหน้าไปทางเหนือ
ทหารที่คุมตัวมาบอกว่า เมื่อข้ามยอดเขาลูกข้างหน้าไปก็จะเห็นหอสังเกตการณ์ของสถานที่เนรเทศ เมื่อไปถึงที่นั่นและส่งมอบเอกสาร รับทะเบียนนักโทษแล้ว นางก็จะกลายเป็นนักโทษที่ถูกเนรเทศอย่างเป็นทางการ
แต่นางไม่มีทางยอมเป็นทาสนักโทษอย่างว่าง่าย สิ่งที่นางต้องการคือหาทางถอนทะเบียนนักโทษเมื่อไปถึงสถานที่เนรเทศ
พลังรับรู้เส้นชีพจรใต้พิภพของนางเปิดใช้อยู่ตลอดเวลาอย่างเลือนราง
เมื่อเหยียบลงบนหินก้อนใดก้อนหนึ่งที่ไม่มั่นคง หรือมีหลุมพรางซ่อนอยู่บนทางเบื้องหน้า ในหัวก็จะมีสัญญาณเตือนผุดขึ้นมาฉับพลัน ราวกับมีใครดีดขมับนางเบา ๆ
อาศัยสิ่งนี้ นางจึงหลบกับดักไปได้ไม่น้อย ทั้งกับดักตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น
แต่ร่างกายของนางอ่อนแอเกินไปจริง ๆ
ร่างเดิมถูกคนในตระกูลซูกลั่นแกล้งทรมานจนรากฐานเสียหายมานานแล้ว เมื่อรวมกับความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ซูถังรู้สึกราวกับตนเป็นหีบลมเก่าที่ใกล้พัง ทุกย่างก้าวล้วนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด
ขณะที่นางหอบหายใจไต่ขึ้นเนินลาดชันแห่งหนึ่ง จู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อเท้า
ราวกับถูกเข็มเผาไฟแทงเข้าอย่างแรง
ซูถังก้มลงมอง เห็นงูตัวเล็กสีเขียวมรกตเลื้อยผ่านข้างเท้า หัวสามเหลี่ยมของมันแวบหายไปท่ามกลางใบไม้แห้ง ก่อนจะมุดหายเข้าไปในรอยแยกของก้อนหิน
“บัดซบ”
ซูถังด่าออกมาได้เพียงคำเดียว ร่างทั้งร่างก็ล้มฟุบลงกับพื้น
พิษออกฤทธิ์รวดเร็วเหลือเกิน
แทบจะในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ น่องซ้ายของนางก็เริ่มบวมและชา ความร้อนแผ่ลามขึ้นไปตามเส้นเลือด ราวกับมีเหล็กหลอมเหลวไหลอยู่ในเส้นชีพจร
ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน ทิวทัศน์ที่เห็นละลายฟุ้งราวกับหยดหมึกในน้ำ ฟ้าดินหมุนคว้าง
ซูถังกัดฟัน ใช้มีดสั้นกรีดชายกางเกงออกแล้วมองบาดแผล รอยเขี้ยวเล็ก ๆ สองรอยปรากฏอยู่ ผิวหนังโดยรอบเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำราวกับดอกไม้เน่าเปื่อย
ถูกงูกัดเข้าแล้ว
พิษของมันไม่ร้ายแรงที่สุด แต่ก็เพียงพอจะทำให้ผู้ใหญ่คนหนึ่งหมดเรี่ยวแรงเคลื่อนไหวในเวลาอันสั้น หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที ภายในไม่กี่ชั่วยามก็จะสิ้นใจเพราะระบบหายใจเป็นอัมพาต
และยามนี้ นางอยู่เพียงลำพังท่ามกลางป่ารกร้างห่างไกล ไม่รู้ว่าต้องเดินทางอีกไกลเพียงใดจึงจะถึงสถานที่เนรเทศที่ว่า
“ดีเหลือเกิน” ซูถังพึมพำ เสียงเริ่มอ้อแอ้เล็กน้อย “สวรรค์ ท่านทนเห็นฉันมีชีวิตอยู่ไม่ได้หรือไง”
นางฝืนเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ใช้มีดสั้นกรีดแผลเป็นรูปกากบาท แล้วบีบเลือดสีดำออกมาหลายหยด จากนั้นฉีกชายเสื้อออกมาท่อนหนึ่ง มัดรอบน่องแน่นจนแทบขาดใจ เพื่อชะลอไม่ให้พิษลามขึ้นไป
หลังทำทุกอย่างเสร็จ นางก็ไม่เหลือแรงแม้แต่จะลุกขึ้นยืน
แต่ซูถังไม่ยอมแพ้ต่อชะตา นางคว่ำหน้าลงกับพื้น ใช้มือทั้งสองและเข่าค้ำยันร่าง คืบคลานไปข้างหน้าทีละน้อย
เพราะก่อนจะล้มลง นางเห็นเถาวัลย์ต้นหนึ่งที่มีดอกไม้สีม่วงเล็ก ๆ บานอยู่บนผนังหินไม่ไกลจากเบื้องหน้า
เจ็ดใบหนึ่งกิ่ง
สมุนไพรแก้พิษ
ขอเพียงเอื้อมไปถึงสมุนไพรพุ่มนั้นได้ นางก็ยังมีโอกาสรอดชีวิต
ดินและเศษหินเสียดสีกับฝ่ามือของนาง ใต้เล็บเต็มไปด้วยทรายและโคลน
นางคลานไปอย่างเชื่องช้า ทุกครั้งที่ขยับไปข้างหน้าแม้เพียงหนึ่งชุ่นก็ต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งร่าง สายตาพร่าดำเป็นระยะ หูอื้อดังหึ่ง ๆ ราวกับมีผึ้งนับพันตัวกำลังประชุมกันอยู่ในหัว
แต่นางไม่หยุด
สิบก้าว
ห้าก้าว
สามก้าว
ในที่สุดมือของนางก็สัมผัสเถาวัลย์พุ่มนั้น
ซูถังคว้าเถาวัลย์ไว้ ตั้งใจจะกระชากมันลงมา ทว่าจู่ ๆ มือข้างหนึ่งก็ยื่นมาจากด้านข้าง ชิงถอนเจ็ดใบหนึ่งกิ่งทั้งรากไปก่อนนาง
