อย่างน้อยก็มีเรื่องหนึ่งที่นางมั่นใจได้
แม้ลี่เป่ยเจิงจะเป็นคนปากหวานกะล่อน แต่จนถึงบัดนี้ ทุกสิ่งที่เขาทำล้วนเป็นการช่วยเหลือนาง ส่วนจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาคืออะไร บางทีวันหน้าอาจได้คำตอบ
ราตรีล่วงลึก กองไฟในถ้ำเหลือเพียงถ่านคุแดงคล้ำ นาน ๆ ครั้งจะมีสะเก็ดไฟกระเด็นขึ้นมา ส่งเสียงแตกเปรี๊ยะเบา ๆ
ซูถังมองสำรวจไปรอบ ๆ พิจารณาผังภายในถ้ำ
ถ้ำแห่งนี้ไม่ใหญ่นัก แต่มีพื้นที่พอให้คนสี่คนอยู่ได้อย่างเหลือเฟือ
ด้านในมีแท่นหินอยู่สองแท่น แท่นหนึ่งใหญ่กว่า ปูด้วยหญ้าแห้งและหนังสัตว์เก่า ๆ ดูแล้วน่าจะเป็นของลี่เป่ยเจิง
อีกแท่นหนึ่งเล็กกว่า วางชิดกับแท่นใหญ่ บนแท่นปูหญ้าแห้งไว้เช่นกัน ทั้งยังมีตุ๊กตาผ้าเก่า ๆ วางอยู่ตัวหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเป็นของลี่เป่ยเฉินกับเป่ยเหยา
ส่วนพื้นที่ที่เหลือก็มีเพียงพื้นหินแข็งกระด้าง
ยามนี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง อุณหภูมิยามค่ำคืนยิ่งลดต่ำ หากต้องนอนบนพื้นไปทั้งคืน ไม่ต้องพูดถึงการขับพิษเลย เกรงว่าพอฟ้าสางนางคงหนาวจนแทบหมดสติ
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สายตาพลันเหลือบไปยังแท่นหินใหญ่โดยไม่รู้ตัว
ลี่เป่ยเจิงกำลังนั่งอยู่ข้างแท่นหิน ค่อย ๆ ถอดเสื้อคลุมอย่างไม่รีบร้อน ครั้นสังเกตเห็นสายตาของนาง เขาก็เงยหน้าขึ้นมองด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “อะไร อยากขึ้นมาหรือ?”
ซูถังกัดฟันเล็กน้อย
หากเป็นคุณหนูผู้ดีซูถังคนเดิม ป่านนี้คงหน้าแดงแล้วส่ายหน้า ก่อนจะหดตัวไปอยู่ตรงมุมอย่างว่าง่ายและทนหนาวไปทั้งคืน
