ปลายนิ้วของเขาเพิ่งแตะคอเสื้อของซูถัง นางก็ยกเข่าขึ้นกระแทกเป้าของเขาอย่างแรง
ลี่สิงซวี่ครางอู้อี้ มือกุมหว่างขา เซถอยหลังไปหลายก้าว สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“เจ้า...เจ้า...”
ซูถังไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พักหายใจ
นางเกี่ยวเท้าทั้งสองข้างขึ้น แล้วยกขาทั้งคู่ล็อกรอบคอของลี่สิงซวี่อย่างแม่นยำ ก่อนจะกระชากอย่างแรง
ลี่สิงซวี่ถูกบีบจนถลาไปข้างหน้า มือทั้งสองยื่นไปคว้าขาของซูถังตามสัญชาตญาณ
ซูถังฉวยโอกาสนี้เตะพวงกุญแจที่เอวเขาจนกระเด็น แล้วคว้าไว้ด้วยมือทั้งสอง
ใบหน้าของลี่สิงซวี่แดงคล้ำ มือทั้งสองแกว่งสะเปะสะปะกลางอากาศ พยายามคว้าบางสิ่งไว้ แต่ร่างกายของเขาถูกสุรานารีสูบจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง ดิ้นรนได้ไม่กี่ครั้งก็เริ่มเหลือกตา
ซูถังไม่คลายขา
นางขัดขาทั้งสองข้างแน่น บีบคอเขาไว้จนร่างของลี่สิงซวี่อ่อนยวบ ล้มแผ่ลงกับพื้นราวกับโคลนเหลว จึงคลายขาแล้วหอบหายใจเฮือกใหญ่
นางเปิดโซ่ด้วยมือที่สั่นเทา เมื่อเห็นว่าลี่สิงซวี่ยังมีลมหายใจ
ก็แทบอยากหาหินก้อนใหญ่มาทุบเขาให้เละเป็นจุณ
แต่สามวันแล้วที่นางไม่ได้กินอะไร นางอาศัยเพียงพลังพิเศษรวบรวมหยาดน้ำมาประทังชีวิต ร่างกายจึงถึงขีดจำกัดแล้ว
นางทำได้เพียงถุยน้ำลายใส่เขา ก่อนลากสังขารหนักอึ้งก้าวออกจากกรงเหล็กทีละก้าว แล้วเดินไปตามทางเดินแคบ
ทางเดินทอดยาว คดเคี้ยวลดเลี้ยว ทุกก้าวของซูถังราวกับเหยียบลงบนปุยนุ่น สายตาพร่ามืดเป็นระยะ นางกัดปลายลิ้นจนเลือดซึม ใช้ความเจ็บปวดปลุกสติให้ตื่นอยู่เสมอ
ไม่รู้ว่าเดินไปนานเท่าใด ในที่สุดเบื้องหน้าก็ปรากฏแสงสว่างริบหรี่
