สายตาของเพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ยังคงจับจ้องอยู่ที่หวังฮุยไค แทบไม่มีใครสังเกตเห็นทางนี้
ดนตรีประกอบยังคงบรรเลง อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ท่อนหลังแล้ว
ลูกธนูขึ้นสายแล้ว จำต้องปล่อยออกไป
เสิ่นหมิงเยว่หลุบตาลง มองไมโครโฟนในมือ ขนตายาวขยับไหวเล็กน้อย ก่อนจะยกมันขึ้นจ่อริมฝีปาก
“อยากร้องเพลงนี้ให้เธอฟัง ตอนที่ยังเยาว์วัยงดงาม ปล่อยให้ดอกไม้เบ่งบานอย่างเต็มที่……”
ไม่ใช่เสียงร้องดังลั่นเพี้ยนคีย์ของหลี่จินหลิงอีกต่อไป แต่เป็นเสียงใสสะอาดอย่างยิ่ง ราวกับน้ำพุใสจากหุบเขาหยดลงบนหยก แฝงความหวานบางเบาและความอ่อนโยนที่ยากจะบรรยาย
ชั่วพริบตาเดียว เพลงนี้ก็ถูกยกระดับไปสู่ความซาบซึ้งกินใจอย่างที่ควรจะเป็น
หวังฮุยไคหันไปมองต้นเสียงอย่างประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าเป็นเสิ่นหมิงเยว่ คิ้วก็เลิกขึ้นเล็กน้อย
ในห้องคาราโอเกะพลันเงียบลง เหลือเพียงเสียงร้องกับดนตรีประกอบ
กลุ่มหนุ่ม ๆ อ้าปากค้าง ต่างมองเสิ่นหมิงเยว่อย่างเงียบงัน ลืมไปเสียสนิทว่าต้องส่งเสียงแซว
ส่วนสีหน้าของหลี่จินหลิงดูซับซ้อน คล้ายโล่งใจ แต่ก็เหมือนรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
การร้องโต้ตอบของทั้งคู่ในท่อนต่อมา คล้ายแปรเปลี่ยนเป็นความกลมกลืนอันน่าพิศวงอีกรูปแบบหนึ่ง
เสียงของหวังฮุยไคยังคงทุ้มต่ำ แต่ราวกับได้รับการเติมเต็มด้วยอารมณ์ใหม่ ทำให้เขาร้องได้อย่างตั้งใจและลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ส่วนเสียงของเสิ่นหมิงเยว่ก็คล้ายลำธารใต้แสงจันทร์ โอบล้อมเสียงของเขาไว้อย่างอ่อนโยนและขับให้เสียงนั้นโดดเด่นขึ้น
ทุกครั้งที่เสียงทั้งคู่ประสานรับกันเบา ๆ ก็คล้ายสายลมเย็นอ่อนโยนที่สุดในค่ำคืนต้นฤดูร้อน พัดผ่านหัวใจของเหล่าหนุ่มสาว
