【“กระทั่งวันหนึ่งที่ฝนพรำลงมาเบา ๆ ฉันเดินเล่นอยู่ที่ท่าเรือ แล้วก็ได้ยินพ่อค้าคนหนึ่งชมลูกน้องของเขาว่า: เจ้าทำหน้าที่ของเจ้าจนครบถ้วนแล้ว ไปพักผ่อนเถิด”】
【“—ในตอนนั้น ฉันหยุดยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่สัญจรไปมาเป็นเวลานาน แล้วก็ถามใจตัวเองไม่หยุดว่า: หน้าที่ของฉัน… ได้ทำจนเสร็จสิ้นแล้วหรือยัง?”】
“ที่จวิ้น?!!”
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ผู้คนที่รุมล้อมจงลีอยู่ที่ร้านสามชามไม่พ้นท่าด้วยความตื่นเต้นก็เงียบกริบลง
ต่างคนต่างเบิกตาแดงก่ำโดยไม่รู้ตัว
ตั้งแต่รู้ว่าเทพแห่งหินเสียชีวิต ไปจนถึงการค้นพบว่าจงลีต่างหากคือเทพแห่งหินตัวจริง ชาวท่าเรือหลีเยว่ต่างผ่านอารมณ์ที่พลิกผันมานับไม่ถ้วน และตอนนี้ทุกหัวใจก็ถูกจมด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยคนี้
“ที่จวิ้นท่านคงอ่อนล้ามาตลอดจริง ๆ สินะ”
ชายชราผมขาวโพลนวัยชราภาพเผยสีหน้าซับซ้อนเอ่ยขึ้น
ในฐานะมนุษย์ธรรมดา เขาไม่มีอายุยืนยาวดั่งเทพเจ้า ทั้งชีวิตที่หลายสิบปีบนโลกใบนี้ แม้จะมีที่จวิ้นคุ้มครองให้ชาวหลีเยว่มีกินมีใช้อย่างดี แต่เขาก็ไม่กล้าบอกว่าชีวิตตนเองมันสบายเลย
เพียงหลายสิบปี ตั้งแต่เรียนหนังสือในวัยเด็ก ทำงานในวัยผู้ใหญ่ ไปจนถึงวัยชราก็ยังไม่อาจวางห่วงลูกหลานได้เสียทีเดียว
ชีวิตเช่นนี้ ที่จวิ้นทรงผ่านมากว่า 6000 ปี และเสด็จขวางภัยพิบัติแทนพวกเขามานับไม่ถ้วน
เทียบกับท่านแล้ว ความลำบากของเขาเองจะเรียกว่าอะไรเล่า
“อือฮือ… ที่จวิ้น พวกเราไม่มีวันชดใช้ความผิดบาปนี้ให้ท่านได้เลย”
“3700 ปีแล้ว ที่จวิ้นทรงคุ้มครองพวกเรามากว่า 3700 ปี”
“เป็นความผิดของข้าเอง ไม่ควรขอพรให้ที่จวิ้นปกปักรักษาเสมอมาเลย”
“ที่จวิ้น ถ้า… ถ้าท่านเหนื่อยแล้วก็พักผ่อนให้เต็มที่เถิดนะ”
……
ทุกคนมองจงลีด้วยความสงสาร ต่างคนต่างตาแดง ปากที่พูดก็เป็นแต่คำอ้อนวอนให้ที่จวิ้นได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
หูถาวเองก็อ้าปากค้าง ใจเสียดแทง ๆ เหมือนกัน เพราะเทียบกับภาพลักษณ์ของที่จวิ้นที่ดูห่างเหินลอย ๆ อยู่บนนั้น
จงลีอยู่เคียงข้างเธอในฐานะที่ปรึกษาประจำหอมานานขนาดนี้ เมื่อได้รู้ถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต้องแบกรับมาทั้งหมด หัวใจของเธอจึงยิ่งรู้สึกเจ็บปวดแทน
ที่แท้ เทพเจ้าก็เบื่อหน่ายได้เหมือนกัน
ก็มีสิ่งที่เหนือกำลังของพวกเขาจะทำได้เช่นกัน
ขณะที่ทั้งท่าเรือหลีเยว่กำลังสงสารที่จวิ้นของพวกเขา
บนเรือสินค้าลำหนึ่ง พ่อค้าแต่งตัวหรูหราคนหนึ่งกับลูกน้องกำลังสั่นเทิ้มอยู่ตรงหน้าจอฟ้า
วันที่ฝนพรำ ท่าเรือ พ่อค้า ลูกน้อง คำว่าไปพักผ่อนเถิด
คำบรรยายของที่จวิ้นทำไมกลับคล้ายกับเรื่องที่พวกเขาเคยเจอเมื่อนานมาแล้วขนาดนี้
จะไม่ใช่เพราะว่า… ที่ที่จวิ้นเสด็จแกล้งสิ้นพระชนม์เพื่อหลบหนีออกมานั้น เกิดจาก…
“พ… พี่ท่าน คิดว่าท่านที่จวิ้นจะไม่…”
ลูกน้องเงยหน้ามองพ่อค้าอย่างสั่น ๆ เปิดปากอย่างลนลาน
แต่คำพูดยังไม่ทันจบ ปากก็ถูกพ่อค้าเอามือปิดแน่น แล้วกระซิบดุอย่างพยายามข่มใจเข้าข้างหู
“ไอ้โง่ กลืนคำพวกนี้ลงท้องไปให้พ้น”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามเอ่ยปากถึงเรื่องนี้อีกแม้แต่คำเดียว”
พ่อค้าพูดด้วยความตื่นตระหนก แววตาสั่นไหว
เด็ดขาด ต้องไม่มีใครรู้เด็ดขาดว่าเขาเคยพูดคำพวกนี้กับลูกน้อง
ไม่งั้น ถึงแม้การแกล้งตายของที่จวิ้นจะเป็นความตั้งใจของท่านเอง แต่หากว่าใครรู้ว่าบทสนทนาของพวกเขาคือสิ่งที่ปลุกความคิดแบบนั้นในพระทัยของท่าน
พวกที่เคารพที่จวิ้นถึงขั้นในกระดูกสันหลัง บางทีอาจทำอะไรลงไปก็ได้
พระเจ้ารู้เลยว่าตอนที่เขาตระหนักได้ว่าเรื่องแกล้งตายของที่จวิ้นอาจเกี่ยวข้องกับตัวเอง เขาแทบจะเอามีดแทงตัวตาย ยกเข้าไปพูดถึงชาวหลีเยว่คนอื่นทำไม
【ต่อมา จงลีได้เปิดเผยเหตุผลที่แกล้งตาย】
【ฝ่ายหนึ่งเพื่อสละตำแหน่งเทพ อีกฝ่ายหนึ่งคือต้องการพิสูจน์ว่าชาวหลีเยว่มีความสามารถที่จะก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการปกครองโดยมนุษย์หรือไม่】
【และสำหรับการทดสอบครั้งนี้ ท่านรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงเวลาที่ทรงวางใจเพื่อลงจากตำแหน่งได้แล้ว】
【เมื่อคลิปส่วนนี้จบลง เสียงของชายหนุ่มก็ดังขึ้น】
【“ยังไงก็ตาม ตั้งแต่ตรงนี้เป็นต้นไป เราก็รู้แล้วว่าจงลีนั่นแหละคือเทพแห่งหินที่แกล้งตาย”】
【“หมั่นไส้ทำงานหนักมาเป็นพัน ๆ ปี ล่าสุดเพิ่งมาเข้าใจประโยชน์ของการมักง่าย ก็เลยเรียนแบบเทพแห่งลมข้างบ้านวางมือถอยบ้าง”】
【“ถึงตรงนี้ เราก็รู้กันสักทีว่าทำไมลุงคนนี้ถึงทั้งใจป้ำเลือแถมยังไม่มีเงิน”】
【“ใจป้ำเพราะเขาคือเทพแห่งหิน เทพแห่งความมั่งคั่ง เงินที่ทั้งทวีปใช้กันก็คือของเขาผลิตทั้งนั้น ส่วนไม่มีเงินเพราะเขาคิดว่าถ้าจะใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์ธรรมดา ก็ต้องทำตามกฎของมนุษย์ธรรมดา”】
【“และจากนั้นเป็นต้นมา เขาก็กลายเป็นเจ้าสังคมไร้ค่าแห่งความทรงจำของพวกเรานั่นเอง”】
【พูดจบ จอฟ้าก็สาดสติกเกอร์แนวจุ๋มจ๋มของจงลีออกมาสองใบ ใบหนึ่งชูคอสูงเท่สุด ๆ ใส่แว่นดำกัดซิการ์ แล้วโบกมือใหญ่ ด้านข้างลอยตัวหนังสือสี่ตัว—นี่ข้าเอาหมด!】
【อีกใบเป็นภาพมือกวาดกระเป๋ากางเกงที่โล่งเปล่า ทำหน้าเคร่งเครียดมองไปข้างหน้า ด้านข้างลอยตัวหนังสืออีกหลายตัว—ขอถามหน่อย พกเงินติดตัวมาไหม?】
“พุดดด!!”
เห็นสติกเกอร์ทั้งสองใบ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าจงลีคือเทพแห่งหิน หูถาวก็ยังทำน้ำลายหลุดพุ่งออกมา
แล้วรีบยกมือปิดปากทันที ขำ ๆ มองจงลีอย่างหวาดระแวง แม้จะนึกเรื่องเศร้าของชาตินี้คิดไล่ไปหมดแล้วก็ยังกดริมฝีปากที่เบี้ยวขึ้นไม่อยู่
เพราะมันพรรณนาได้ตรงเกินไปจริง ๆ
ที่ปรึกษาประจำหอในความทรงจำของเธอ ไม่ใช่ท่าแบบนี้เหรอ?
จับจ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ขอต่อราคาเป็นครั้งที่สอง แล้วสุดท้ายก็หันหัวผลักบิลให้คนอื่นพากันทุกที
เมื่อก่อนยังเข้าใจไม่ได้ ตอนนี้ถึงบางอ้อ ที่แท้ก็เพราะเหตุผลนี้เอง
เมื่อเห็นท่าของหูถาวที่ออกแรงกลั้นขำสุดชีวิต จงลีวางถ้วยชาในมือลงแล้วเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ท่านหัวหน้าหอไม่ต้องเป็นอย่างนั้น ครั้นตอนนี้ผมใช้ชีวิตอยู่บนโลกในฐานะมนุษย์ธรรมดาชื่อจงลี ก็สมควรยึดถือกฎของมนุษย์ธรรมดา”
“สำหรับท่านหัวหน้าหอ ผมยังคงเป็นที่ปรึกษาประจำหอศิลป์วังเซิงเหมือนเดิม ท่านหัวหน้าหอไม่ต้องใส่ใจสิ่งอื่นใด ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติก็พอ”
“ฮิ ฮิ ที่ปรึกษาพูดแบบนี้แล้ว งั้นข้าแหละท่านหัวหน้าหอก็ไม่ออดแอดละกัน” หูถาวเห็นดังนั้นก็หัวเราะทิ้งตัวอย่างสบาย ๆ
นิสัยของเธอโดยธรรมชาติก็เชิดชูอิสระ ไม่มีความเกรงกลัวเทพเจ้ามากนัก
แม้เทพแห่งหินจะต่างออกไป เธอก็ยอมรับความจริงที่ว่าจงลีคือเทพแห่งหินได้สบาย
แต่ทว่า ทั้งสองคนต่างรู้กันดีว่า ถึงทุกอย่างจะเป็นไปตามเดิมเพียงใด ในที่สุดบางสิ่งก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เช่น
“แต่เอาที คิดดูแล้วว่าที่ปรึกษามีตัวตนลึกขนาดนี้ เงินค่าขนมที่ให้ทุกเดือนเดี๋ยวข้าขึ้นให้อีกสาม… เอ่อ สองส่วนสิบก็แล้วกัน” หูถาวคิดแวบหนึ่งแล้วว่าออกมา
เมื่อเห็นวิธีเจรจาของทั้งสองคน ฝูงชนข้าง ๆ มองด้วยความอิจฉา บรรดาพ่อค้ารายใหญ่หลายคนแอบกัดผ้าเช็ดหน้าจนดวงตาแดงก่ำ
อาาาา!!!!
ทำไมที่จวิ้นถึงไม่ยอมมาเป็นที่ปรึกษาให้พวกเขาล่ะ
ถ้าได้ที่จวิ้นมาเป็นที่ปรึกษา ไม่ว่าจะจ่ายเงินค่าขนมสามเท่าของที่หัวหน้าหอหูให้ก็ยินดี ไม่สิ สิบเท่าเลย!!!!
……
ภายในวังเจิ้งซาน
นาฮิดะกระพริบตาปริบ ๆ มองสติกเกอร์ทั้งสองใบ ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสับสน
จักรพรรดิเหรินหวัง ไม่ใช่เทพเจ้าที่อาวุโสที่สุดและได้รับความเคารพนับถือมากที่สุดในบรรดาเจ็ดเทพหรอกหรือ?
ถึงแม้เธอจะไม่เคยได้พบท่านมาก่อน แต่จากข้อมูลที่ได้มาจากความทรงจำแห่งม่านพลัง เทพองค์นี้ทรงพลัง โบราณ มั่นคง และทรงปัญญา จนนับได้ว่าเป็นเทพเหนือเทพ
และก็เป็นแบบอย่างเทพที่เธอใฝ่ฝันจะเป็นเป็นอันดับสองรองจากมหาเทพรุกขาผู้เมตตา
