คราวนี้หลิงเฟิงยอมขยับออกห่างแต่โดยดี ก่อนยกมือขึ้นลูบศีรษะมู่โจวเบา ๆ
“อย่าเอาแต่ใจสิ”
น้ำเสียงที่ฟังคล้ายเอ็นดูทำให้มู่โจวขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เธอตบมือเขาออกแรง ๆ แล้วหันไปจัดทรงผมหน้ากระจกอย่างหัวเสีย
แขนของหลิงเฟิงถูกตีจนแดงเป็นวง แต่เขากลับไม่ใส่ใจ
กลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ ลอยมาแตะปลายจมูก เขาสูดดมโดยสัญชาตญาณแล้วก้มหน้าลงเล็กน้อย
การขยับครั้งนี้ทำให้เขาแทบจะแนบชิดกับตัวมู่โจวอีกครั้ง
มู่โจวผงะเอนหลังพิงประตูรถ สีหน้าขุ่นเคือง
“คุณจะพอได้หรือยัง ยังจะไปทำงานอาสาอยู่ไหม ถ้าไม่ทำก็กลับโรงเรียนไป อย่ามาทำให้ฉันเรียนจบไม่ได้!”
หลิงเฟิงจ้องเธอแล้วจู่ ๆ ก็ยิ้ม ก่อนเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน
“ทำสิ”
เขามองแก้มแดงก่ำเพราะความโมโหของมู่โจวอีกครั้ง แล้วกลับไปนั่งที่เดิมด้วยอารมณ์ดี
รถแล่นกลับเข้าสู่กระแสจราจรอีกครั้ง
หลิงเฟิงพามู่โจวไปยังสถานสงเคราะห์เด็กแห่งหนึ่ง
แต่เห็นได้ชัดว่าวันนี้ไม่ใช่แค่กิจกรรมจิตอาสาธรรมดา
มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลมาร่วมงานมากมาย
ที่นี่คือสถานสงเคราะห์เด็กของทางการแห่งแรกในประเทศอ้าวเหวยที่รับพลเมืองชั้นสามเข้ามาดูแล
นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ควรค่าแก่การจดจำ จึงมีสื่อมวลชนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก
หลิงเฟิงไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศเช่นนี้เลย ตรงกันข้าม เขากลับปรับตัวได้เป็นอย่างดี
ส่วนมู่โจวค่อย ๆ ถอยออกมาเงียบ ๆ แล้วเข้าไปด้านในสถานสงเคราะห์
เธอใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามโต๊ะอาหารตัวยาว ก่อนทอดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างเชื่องช้า
เพียงมองผ่าน ๆ ก็เห็นได้ว่าสถานสงเคราะห์แห่งนี้ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ไม่ได้ทำแค่เปลือกนอกให้ดูดี