“เรื่องจริง!” เด็กผู้หญิงแถวหน้าพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“เธอเห็นกับตาเลยเหรอ?” หลินหว่านซิงถาม
“ฉะ...ฉันไม่ได้เห็นค่ะ” เด็กหญิงตัวน้อยชะงัก “แต่ได้ยินเสี่ยวพั่งเล่าให้ฟัง”
หลินหว่านซิงลุกขึ้น เดินไปยังอีกฟากของห้องเรียน แล้วหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กชายที่ชื่อเสี่ยวพั่ง
“เธอเห็นโจวเซิ่งซีบีบคอกระต่ายของตัวเองตายกับตาเลยเหรอ?” เธอถาม
เสี่ยวพั่งชะงักไป ก่อนจะส่ายหน้า “ผมไม่ได้เห็นครับ ได้ยินเถาเถาเล่ามา”
หลินหว่านซิงจึงไปถามเถาเถาต่อ
โจวเซิ่งซีได้แต่มองหลินหว่านซิงไล่ถามเด็ก ๆ ทีละคน
จนกระทั่งถามถึงเด็กคนหนึ่ง เขาบอกว่าได้ยินเฉินเสี่ยวฝานห้องข้าง ๆ เล่ามา
หลินหว่านซิงจึงไปหาเฉินเสี่ยวฝานที่ห้องข้าง ๆ เด็กชายอ้ำอึ้ง ก่อนจะบอกว่าเขาไม่ได้เห็นกับตาเหมือนกัน แค่ได้ยินป้าสะใภ้ของเขาเล่ามา
แต่ก่อนป้าสะใภ้ของเขาเคยทำงานในครัวบ้านตระกูลโจว นางก็ได้ยินพวกคนรับใช้พูดต่อกันมาอีกที
ถึงเวลาอาหารกลางวัน เด็ก ๆ ในห้องเรียนต่างกินข้าว หลินหว่านซิงตักข้าวเข้าปากคำโต ๆ ไม่นานก็จัดการอาหารของตัวเองจนหมด
จากนั้นเธอก็วิ่งไปหาคุณครู “หนูขอพูดกับเพื่อน ๆ สักสองสามคำได้ไหมคะ?”
คุณครูยิ้มพลางพยักหน้า “ได้สิจ๊ะ”
พูดจบคุณครูก็ตบมือสองสามครั้ง เป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบลง
“เด็ก ๆ หลินหว่านซิงมีเรื่องอยากพูดด้วยจ้ะ”
เด็ก ๆ ยังกินข้าวไปพลาง มองหลินหว่านซิงที่ยืนหันหน้าเข้าหาพวกเขาอยู่ด้านหน้าไปพลาง
หลินหว่านซิงยืนตัวตรง น้ำเสียงชัดเจน “มีข่าวลือในห้องเราว่าโจวเซิ่งซีบีบคอกระต่ายที่เลี้ยงไว้จนตาย ฉันถามเด็ก ๆ ทีละคน จนสุดท้ายก็พบว่าคนที่พูดเรื่องนี้เป็นคนแรกคือเฉินเสี่ยวฝานห้องข้าง ๆ แต่เขาก็ไม่ได้เห็นกับตา แค่ได้ยินป้าสะใภ้ที่เคยทำงานในบ้านตระกูลโจวเล่ามา ป้าสะใภ้ของเขาก็ไม่ได้เห็นกับตาเหมือนกัน แค่ได้ยินคนงานคนอื่นพูดต่อมาอีกที เราควรเชื่อสิ่งที่เห็นด้วยตาตัวเองเท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่มีใครยืนยันได้ว่าโจวเซิ่งซีบีบคอกระต่ายของตัวเองตาย แค่ได้ยินข่าวลือแล้วไปหาว่าเพื่อนเป็นปีศาจ แบบนั้นเสียมารยาทมากนะ!”
