หลี่เฉินอวี๋ออกจากจวนไท่ซุน โดยไม่ได้ไปหาซูซิงเยว่ทันที
นางกลับไปยังที่ทำการองครักษ์เสื้อแพรก่อน เพื่อสอบทานคำให้การอีกครั้ง ชายผู้นั้นเป็นคนขี้ขลาด หลี่เฉินอวี๋ถามสิ่งใด เขาก็ตอบสิ่งนั้น กระทั่งเรื่องที่วัยเด็กเคยขโมยไก่จากบ้านเพื่อนบ้านก็ยังสารภาพออกมาหมด
เมื่อสอบทานคำให้การเสร็จ หลี่เฉินอวี๋ใช้พู่กันชาดวงจุดสำคัญสองสามแห่ง แล้วเก็บใส่แขนเสื้อ ก่อนมุ่งหน้าไปยังเรือนฝั่งตะวันออกของจวนไท่ซุน
ซูซิงเยว่กำลังฝึกกระบี่อยู่ในลาน
หลังแต่งงาน นางฝึกกระบี่น้อยกว่าแต่ก่อนมาก ทว่าการฝึกในยามเย็นทุกวันยังคงไม่เคยขาด
อาภรณ์แขนแคบสีจันทร์กระจ่าง ผมเกล้าด้วยมงกุฎเงิน กระบี่อ่อนพลิกพรายอยู่ในมือ แสงกระบี่กรีดผ่านม่านสนธยาเป็นเส้นเงินหลายสาย
ต้นกุ้ยฮวาเก่าแก่ในลานพลิ้วไหวตามแรงลมที่นางกวาดผ่าน กิ่งก้านสั่นไหว ใบไม้แห้งสองสามใบหมุนคว้างร่วงลงมา วิชายุทธ์ของนางก้าวหน้าขึ้นมากนับจากวันที่รู้จักจางเหิงเป็นครั้งแรก
หลี่เฉินอวี๋ยืนมองอยู่ใต้ระเบียงครู่หนึ่งโดยไม่ส่งเสียง
ซูซิงเยว่ฝึกกระบวนท่าสุดท้ายจบ เก็บกระบี่เข้าฝัก แล้วหันมาเห็นนาง
“เฉินอวี๋ เจ้ารึ” ซูซิงเยว่หยิบผ้าเช็ดหน้าบนโต๊ะหินขึ้นซับเหงื่อที่ขมับ “ทางองค์ชายมีเรื่องใดหรือไม่?”
หลี่เฉินอวี๋พยักหน้า ส่งคำให้การกับจดหมายให้นาง ซูซิงเยว่รับไปพลิกอ่าน คิ้วพลันขมวดเข้าหากัน
“อ๋องฉู่?”
“อืม” หลี่เฉินอวี๋เล่าเรื่องที่พูดกับจางเหิงในโถงใหญ่เมื่อครู่อย่างย่อ ๆ ซูซิงเยว่ฟังจบก็วางคำให้การลงบนโต๊ะหิน ก่อนใช้นิ้วแตะจดหมายที่ผู้ดูแลจวนอ๋องฉู่ส่งมา
“คนกลางผู้นี้หนีไปแล้ว สิ่งของที่อยู่ในมือเขาต่างหากคือหลักฐานมัดตัว คำให้การเป็นของมือสังหาร ส่วนจดหมายเป็นลายมือของผู้ดูแล แต่ผู้ดูแลอาจอ้างว่าเป็นคนข้างล่างทำไปเองโดยพลการ อ๋องฉู่อาจปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง มีเพียงคนกลางที่เอ่ยปาก จึงจะมัดตัวอ๋องฉู่ได้แน่นหนา”
หลี่เฉินอวี๋พยักหน้า “องค์ชายให้ข้าสืบต่อ คนกลางเคยเป็นผู้ดูแลในจวนอ๋องฉู่ ก่อนถูกปลดออก เขาหนีไปแล้ว แต่คงไปได้ไม่ไกล พี่หนานกงกำลังตรวจสอบที่ซ่อนของเขา ส่วนข้าจะสืบประวัติของเขา”