บทที่ 4 ศิษย์น้องเล็กเป็นคุณหนูร่ำรวย?
หลิ่วยวิ่นรับน้ำเต้าที่อบอวลด้วยกลิ่นอายไม้ฟ้าผ่าอายุหกพันปีมาอย่างตะลึงงัน นางอ้าปากค้าง
กว่าจะเปล่งเสียงออกมาได้ก็ผ่านไปครู่ใหญ่: “ไม้ฟ้าผ่าเนี่ยนะ... เจ้าคงไม่ได้มี ‘นิดหน่อย’ กระมัง?”
หนิงหร่วนชะงัก จากนั้นจึงส่ายหน้า: “หาไม่”
ได้ยินดังนั้น หลิ่วยวิ่นพยักหน้า ดื่มเหล้าไปหนึ่งอึกเงียบๆ อย่างข่มขวัญ... นางก็ว่านั่นแหละ ไม้นั่นคือไม้ฟ่าผ่านี่นา จะมีมากมายเพียงแค่ ‘นิดหน่อย’ ได้อย่างไร
ความคิดเพิ่งจะสิ้น
เสียงใสซื่อจริงจังของหนิงหร่วนก็ดังขึ้นอีกครั้งอย่างเชื่องช้า: “สิ่งนี้... ข้ามีอีกไม่น้อย”
หลิ่วยวิ่น: “!!!”
ท่านพี่ใหญ่ลั่วเยวี่ย: “...”
...
มองดูไม้ฟ่าผ่าที่กองพะเนินอยู่ในโถงซึ่งเมื่อครู่ยังว่างเปล่า...
หลิ่วยวิ่นและลั่วเยวี่ยต่างก็ตกอยู่ในความเงียบงันประหลาดอีกครั้ง
ชามตะเกียบที่ทำจากไม้ฟ่าผ่า
หวีทำจากไม้ฟ่าผ่า
ม้านั่งเล็กทำจากไม้ฟ่าผ่า
มีดสั้นทำจากไม้ฟ่าผ่า... ถึงขั้นมีมีดทำครัวอีกสองสามเล่มปนอยู่ด้วย...
หนิงหร่วนยังคงหยิบของออกมาเรื่อยๆ...
ท่านพี่ใหญ่ลั่วเยวี่ยตกตะลึงไปแล้ว หลิ่วยวิ่นได้สติกลับมาด้วยจิตใจซับซ้อนอย่างที่สุดและเอ่ยปราม:
“พอแล้ว เจ้าเก็บกลับไปเถิด...”
หยิบออกมาอีก นางก็เกรงจะอดใจไม่ไหวปล้นของจากศิษย์ตัวน้อยของตัวเอง
หนิงหร่วนเงยหน้าขึ้น นัยน์ตากระจ่างใสจริงจัง:
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านอาจารย์ สิ่งของเหล่านี้อาจารย์พี่ๆ เก็บไว้ใช้เถิด... ข้ายังมีอีก”
หลิ่วยวิ่น: “...”
ดังนั้นแล้ว สำนักชื้อเทียนมีมนตร์ขลังอันใดกันแน่ ถึงให้เด็กสาวที่พกร่างประดาสมบัติมาด้วยนี้มาสมัครเข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักได้?
หลิ่วยวิ่นคิดไม่เข้าใจ แต่นางยืนยันได้ว่า... หากนางลงมือปล้นกะทันหันบัดนี้ มีโอกาสสูงที่จะตาย
ใช่แล้ว
ตั้งแต่แรกพบที่ลานทดสอบ สัญชาตญาณอันเฉียบแหลมของนางก็เตือนนางแล้ว
ศิษย์ตัวน้อยมีอาวุธสังหารอยู่ในตัว... เป็นอาวุธสังหารอันยิ่งใหญ่ที่คุกคามนางได้!
เหล้าแรงหนึ่งอึกกรอกใส่ปาก
ในที่สุดหลิ่วยวิ่นก็สงบจิตใจลงได้:
“เรื่องไม้ฟ่าผ่าเอาไว้ก่อน
ตอนนี้ข้ามีเรื่องสำคัญกว่าจะพูด”
สิ้นเสียง นางเงยพระพักตร์มองหนิงหร่วน: “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดอาจารย์จึงรับเจ้า?”
หนิงหร่วน: “เพราะพรสวรรค์ธาตุแสงที่โดดเด่นเป็นเลิศของข้าหรือ?”
หลิ่วยวิ่น: “...”
ท่านพี่ใหญ่ลั่วเยวี่ยซึ่งเพิ่งได้สติจากความตะลึงกับไม้ฟ่าผ่าอันน่าตะลึงพรึงเพริด: “...”
“...สาเหตุที่รับเจ้า...” หลิ่วยวิ่นสูดลมหายใจเข้าลึก กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
ลำแสงสายหนึ่งตกลงมาอย่างกะทันหัน
เมื่อแสงสลายไป ก็มีเสียงเคร่งขรึมและสง่าผ่าเผยดังลอดออกมาจากภายใน: “ท่านผู้นำสำนักมีคำสั่งเรียกตัวหัวหน้ายอดเขาหลิ่วแห่งเขาเสวี่ยหยาง มาที่เขาหลักโดยด่วน”
“เฮ้อ เร็วกว่าที่ข้าคิดเสียอีก” หลิ่วยวิ่นเบ้ปาก แล้วกัดฟันหันไปทางลั่วเยวี่ยซึ่งยังคงรักษาท่วงท่าคารวะไว้อยู่:
“บอกพวกศิษย์ทรพีพวกนั้น เรื่องก่อนหน้านี้อย่างไรกันข้าไม่ถือสา
แต่ตอนนี้ เขาไร้เทียมทานพวกเราจวนจะล่มสลายแล้ว
ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าจะใช้วิธีอะไร จงพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าพวกเจ้าไม่ใช่ผู้ไร้ประโยชน์”
ทิ้งคำพูดไว้สองสามประโยค หลิ่วยวิ่นก็สีหน้าเย็นชา เพียงชั่วพริบตาก็ไร้ซึ่งเงาคน
“...” หนิงหร่วนงุนงงกระพริบตาปริบๆ อดไม่ได้ที่จะจ้องมองท่านพี่ใหญ่ซึ่งดูแล้วเป็นคนอารมณ์ดีอ่อนโยน:
“เอ่อ... ที่ว่าเขาไร้เทียมทานจวนจะล่มสลายนี่หมายความว่าอย่างไรกัน?”
นางเพิ่งเข้าร่วมแท้ๆ
กระต่ายซวิ่นของสำนักชื้อเทียนนางยังจะได้กินอยู่หรือไม่?
ลั่วเยวี่ยถอนหายใจ ฝืนยิ้มบางๆ แต่น้ำเสียงยังคงอ่อนโยนน่าฟัง:
“เป็นพวกข้าที่ทำให้อาจารย์ผิดหวังเอง
เข้าสำนักหลายปี มิเคยออกจากเขาสักครึ่งก้าว ยิ่งไม่เคยเข้าร่วมการประลองใดๆ ทั้งเล็กใหญ่ในสำนัก
อาจารย์รับศิษย์เจ็ดคน แต่ไม่มีสักคนที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้อาจารย์ได้
เป็นเช่นนี้ ในสำนักย่อมคิดที่จะยุบพวกข้า แล้วตั้งเขาเสวี่ยหยางขึ้นใหม่”
“...เดี๋ยว ศิษย์เจ็ดคน?” หนิงหร่วนจับประเด็นสำคัญได้อย่างว่องไว
ลั่วเยวี่ยอุทานเบาๆ:
“อาจารย์ยังไม่เคยบอกศิษย์น้องเล็กหรือ?
เขาไร้เทียมทานของเราผิดกับเขาอื่นๆ มาแต่ไหนแต่ไร เราไม่รับศิษย์วงใน รับแต่ศิษย์เอก”
ไม่แปลกเลยที่เผชิญกับชะตาล่มสลาย ที่ยืนหยัดมาจนถึงรุ่นนี้ได้ รู้สึกว่าเป็นปาฏิหาริย์... สีหน้าหนิงหร่วนซับซ้อนยิ่ง:
“เช่นนั้นเหตุใดบรรดาอาจารย์พี่จึงไม่เข้าร่วมการประลองในสำนัก?”
ลั่วเยวี่ยถอนหายใจอย่างอาวรณ์: “โธ่... เรื่องนี้มันพูดยากนัก
พอดีศิษย์น้องเพิ่งเข้าร่วมสำนัก ตามหลักแล้วก็ควรพบอาจารย์พี่คนอื่นๆ ของเจ้าด้วย
เมื่อเจ้าได้พบพวกเขา ก็จะเข้าใจทุกอย่างโดยพลัน”
หนิงหร่วน: “...”
...
สำนักชื้อเทียน
เขากระบี่หลัก ในโถงฉางอวิ๋น
หลิ่วยวิ่นสวมชุดแดง มือถือกระติ๊กเหล้าสีแดงสด ยืนเหยียดกายด้วยท่าทางเกียจคร้านทระนงอยู่กลางโถงใหญ่
ปรือตาคู่ที่มีประกายมึนเมาเล็กน้อยขึ้นกวาดตามองเหล่าหัวหน้ายอดเขาและผู้อาวุโสในโถงซึ่งมีสีหน้าแตกต่างกันไป:
“เขาไร้เทียมทานจะถูกล้มไม่ได้ ผู้ใดไม่ยอม ก็ออกมาประลองสักตั้ง?”
“เจ้า... ศิษย์น้องหลิ่ว เจ้าจะมาเอาแต่ใจไม่ได้!
ยิ่งกว่านั้น หลังจากเรื่องในปีนั้น ใครบ้างไม่รู้ว่าเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัส
เจ้ายังคิดว่าเจ้าเป็นหลิ่วยวิ่นผู้เป็นเลิศอันดับหนึ่งด้านกำลังรบแห่งสำนักชื้อเทียนเมื่อครั้งนั้นหรือ?”
ผู้ที่พูดเป็นบุรุษวัยกลางคน นุ่งชุดดำ ท่าทีเคร่งขรึมเย็นชา
น้ำเสียงของเขาเหมือนกับเสียงถ่ายทอดในลำแสงก่อนหน้านี้ทุกประการ
เสี้ยวนิ้วเรียวยาวเคาะกับกระติ๊กเหล้าเบาๆ หลิ่วยวิ่นกระตุกมุมปาก รอยยิ้มเหิมเกริม:
“ท่านพี่หนานลองดูก็ได้”
บรรยากาศในโถงใหญ่ชะงักงันไปชั่วขณะ
ผู้อาวุโสชราท่าทีอ่อนโยนอีกผู้หนึ่งในโถงซึ่งปรือตาลงครึ่งหนึ่งจึงเอ่ยเกลี้ยกล่อมอย่างไว้หน้า:
“ศิษย์น้องหลิ่ว อันที่จริงแม้จะยุบเขาเสวี่ยหยางของเจ้า ก็มิได้เปลี่ยนแปลงอันใด
เจ้าจะได้เป็นผู้อาวุโสแห่งเขากระบี่หลักของสำนักชื้อเทียน
ศิษย์ทั้งเจ็ดใต้บังคับบัญชาเจ้าก็ยังคงเป็นคนของสำนักชื้อเทียนของเรา และเป็นศิษย์ของเจ้า
การที่ศิษย์เอกของยอดเขาหนึ่งไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ เป็นอันไม่ได้เด็ดขาด
แต่หากเป็นศิษย์ของผู้อาวุโส แม้จะมีผู้อิจฉาริษยา พวกข้าก็ยังปราบปรามเพื่อศิษย์น้องหลิ่วได้”
“ผู้ใดบอกว่าศิษย์ของเขาไร้เทียมทานข้าไม่อาจเป็นที่ยอมรับ?” เสียงเย่อหยิ่งและมั่นอกมั่นใจของหลิ่วยวิ่นดังขึ้นในโถง:
“ศิษย์ทุกยุคของสำนักเรา เขาไร้เทียมทานข้าอ้างเป็นที่สอง ผู้ใดกล้าอ้างเป็นที่หนึ่ง?
ไม่ประลอง หาได้หมายความว่าพวกเขาเป็นผู้ไร้ประโยชน์”
อย่างมากก็แค่พวกศิษย์ทรพี
หลิ่วยวิ่นกล่าวเสริมในใจเงียบๆ
จากนั้นจึงเงยพระพักตร์มองไปยังด้านบนสุด ณ ท่านผู้นำสำนักชื้อเทียนที่ไม่ปริปากเอ่ยคำใดเลย:
“สามเดือน... ไม่ สองเดือน!
ขอเพียงสองเดือน ศิษย์เขาไร้เทียมทานของข้าย่อมพิสูจน์ให้เห็นเอง ว่าอันดับหนึ่งแห่งสำนักชื้อเทียนนั้นมิเคยเปลี่ยน!”
ผู้อาวุโสหลายคนในโถงพลันคิดจะโต้แย้ง
แต่ ณ ขณะนี้
เสียงเรียบเฉยสงบนิ่งของท่านผู้นำสำนักก็ดังขึ้นอย่างเชื่องช้า:
“อนุญาต!
สองเดือนให้หลัง หากเขาเสวี่ยหยางยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์และความสามารถที่ไม่ด้อยไปกว่าผู้สืบทอดเอกหลายรุ่นก่อน
ก็ให้ยุบเขาเสวี่ยหยาง
หรือมิเช่นนั้นก็ให้หัวหน้ายอดเขาหลิ่วตกลงให้ศิษย์วงในและผู้อาวุโสเข้าสู่ยอดเขา”
“ท่านผู้นำสำนัก เรื่องนี้...” ยังคงมีผู้ไม่ยอมรับผลลัพธ์นี้
แต่ก็ถูกท่านผู้นำสำนักตัดบทในทันที: “ได้แล้ว เรื่องนี้ไม่ต้องหารืออีก”
หยุดไปเล็กน้อย
ท่านจึงหันมาทอดพระเนตรหลิ่วยวิ่นต่อไป ยังคงเป็นพระพักตร์เรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์:
“เมื่อครู่ได้ยินว่าหัวหน้ายอดเขาหลิ่วลงมือทำร้ายศิษย์เอกสองสามคนของยอดเขาสุยอวิ๋น เหตุเพราะเด็กหญิงธาตุแสงคนหนึ่ง... เรื่องนี้จริงหรือ?”
“ทำร้ายไปแล้ว” หลิ่วยวิ่นกระตุกยิ้มบาง หว่างคิ้วและหางตาสุกใสเปล่งประกายความเหิมเกริมเล็กน้อย:
“แต่ผู้ใดบอกว่าเป็นเพราะเด็กหญิงธาตุแสง?
เด็กหญิงผู้นั้นเป็นศิษย์เอกคนที่แปดของเขาไร้เทียมทานข้าแล้ว
ต่างก็เป็นศิษย์เอกเช่นกัน ยอดเขาสุยอวิ๋นยังไม่สนใจหน้าตา รังแกกันมากต่อน้อย แล้วข้าจะรังแกน้อยต่อมากเล่า มีอันใดมิได้?”
ท่านผู้นำสำนักเงยพระพักตร์ขึ้นตรงเป็นครั้งแรก พระเนตรมีความเคร่งขรึมหลายส่วน: “เจ้าแน่ใจแล้วหรือ?”
หลิ่วยวิ่นเลิกคิ้วถามกลับ: “ข้ารับศิษย์น้อยด้วยตัวเองยังจะเป็นของปลอมได้อีกหรือ?”
สิ้นเสียง
ศิษย์พี่หนานซึ่งเคยส่งสาส์นเสียงไปเขาไร้เทียมทาน ผู้เคร่งขรึมเย็นชาก็อดไม่ได้ที่จะสะบัดแขนเสื้อตำหนิ:
“ไร้สาระ!
เท่าที่ข้ารู้ ศิษย์น้อยที่ศิษย์น้องหลิ่วพูดถึง ยังไม่เคยแม้แต่จะเดินขึ้นบันไดพันชั้นของสำนักชื้อเทียนของเราเลยด้วยซ้ำ
เจ้าก็รับนางเป็นศิษย์เอกเช่นนี้ จะให้เป็นที่ยอมรับได้อย่างไร?”
หลิ่วยวิ่นทำเสียงจิ๊จ๊ะสองที คล้ายไม่แยแสเอ่ยปากว่า: “ก็ให้นางลองเดินดูสิ”