วันที่ชั่งบัญชีเสร็จ พอกลับถึงเรือนบรรพชน ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ไป๋อวี้ฉานไม่มีเวลาแม้แต่จะกินข้าว
นางกอดสัญญาเก่าและสมุดบัญชี พลิกอ่านอยู่ใต้แสงตะเกียงจนดึกดื่น
รุ่งเช้าวันถัดมา
นางก็วางกระดาษสัญญาสีเหลืองซีดแผ่นหนึ่งลงตรงหน้าเผยจิ้น
“ทำสัญญาไว้ในปีจิ่งอันที่สิบเก้า”
“สนามม้าบนเนินศิลาเขียวมีพื้นที่ 320 หมู่ โรงเก็บหญ้า 17 หลัง เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจวนโหว”
ไป๋อวี้ฉานชี้ตรงท้ายสัญญา
ตรงนั้นประทับตราทางการไว้ ทั้งยังมีลายมือของโหวเฒ่าที่เขียนกำกับด้วยตนเอง
“ที่ว่าการเก็บสำเนาสัญญาไว้ สัญญาฉบับนี้ไม่เคยถูกขายต่อหรือจำนอง”
“จนถึงตอนนี้ก็ยังอยู่ในนามจวนโหว”
เผยจิ้นหยิบสัญญาขึ้นมา เพ่งดูเทียบกับแสงยามเช้านอกหน้าต่างจนทั่ว
“ตอนนี้ใครเป็นคนดูแลอยู่?”
“ตระกูลชุยในเมือง เป็นตระกูลที่ค้าขายม้าใหญ่ที่สุดในเมืองโยวโจว”
ไป๋อวี้ฉานเปิดสมุดบัญชีอีกครั้ง ปลายนิ้วหยุดอยู่ตรงตัวหนังสือเล็ก ๆ บรรทัดหนึ่งซึ่งหม่นคล้ำ
“ตอนนั้นตระกูลชุยบอกว่าจะช่วยดูแลแทน แต่ในบัญชีกลับไม่มีเอกสารส่งมอบ ทั้งยังไม่เคยจ่ายค่าเช่าแม้แต่ตำลึงเดียว”
“ข้าให้คนไปสืบมาแล้ว”
“ตอนนี้สนามม้าเลี้ยงแต่ม้าส่วนตัว ทั้งยังใช้เก็บสินค้าให้กองคาราวานด้วย”
เผยจิ้นพับสัญญาเก็บใส่อกเสื้อ
“สินค้าอะไร?”
“ยังสืบไม่พบ รู้เพียงว่ารถม้าที่เข้าออกสนามม้า ไม่มีใครกล้าขวางที่ด่านซี”
ไป๋อวี้ฉานไม่ได้พูดต่อ เผยจิ้นเองก็ไม่ซักถาม
ด่านทางตะวันตกของเมืองโยวโจวอยู่ในความดูแลของกองทัพ
คำตอบว่าใครทำให้สินค้าส่วนตัวผ่านไปมาได้อย่างไร้ขวากหนามนั้น เดาได้ไม่ยาก
“พี่สะใภ้สาม ช่วยคิดบัญชีสิบปีนี้ให้ชัดเจน ขาดไปแม้แต่อีแปะก็ไม่ได้”
“เมื่อคืนข้าคิดเสร็จแล้ว”
ไป๋อวี้ฉานยื่นบัญชีรายการแผ่นหนึ่งให้ ในนั้นระบุค่าเช่าและดอกเบี้ยค้างชำระของแต่ละปีไว้ครบถ้วน
“คิดตามอัตราค่าเช่าในบัญชีเก่าของจวนโหว รวมต้นรวมดอกเป็นเงิน 4,682 ตำลึง”
เผยจิ้นกวาดตามอง ก่อนกดบัญชีรายการไว้ใต้ฝ่ามือ
“ดี เช่นนั้นก็ไปทวงบัญชี”
......
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ประตูข้างเรือนบรรพชนเปิดออก คนกลุ่มหนึ่งเหยียบพื้นดินเย็นเยียบออกจากเมืองไป
ถูจิ่วซานแบกดาบใหญ่เดินนำหน้า ด้านหลังเป็นทหารเก่าจากกองทัพลมดำสิบคน
