หลินเจียเจียหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเพราะเขินหรือร้องไห้กันแน่ เธอเอาแต่นั่งนิ่งอยู่ข้าง ๆ ไม่พูดอะไร
เพื่อยืนยันข้อสันนิษฐานในใจ หลินเช่อจึงถามว่า
“เจียเจีย เรื่องหลังจากนั้นเธอยังจำได้ไหม?”
หลินเจียเจียส่ายหน้า เธอจำได้แค่ว่าติดอยู่ในสุสานแห่งนั้น ออกมาไม่ได้ แต่หลังจากได้ยินเสียงลูกพี่ลูกน้อง เธอก็ฟื้นขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าเธอจำเรื่องที่เกิดขึ้นในปรโลกไม่ได้จริง ๆ หลินเช่อจึงค่อยวางใจ
คิดดูแล้วก็ใช่ ฟ่านอู๋จิ้วเป็นบุคคลระดับใด จะปล่อยให้คนเป็นหอบหิ้วความทรงจำจากปรโลกกลับไปได้อย่างไร
ในเมื่อจัดการเรื่องเรียบร้อยแล้ว หลินเช่อก็เตรียมกลับบ้าน
อาและอาสะใภ้รู้ว่าเขากลับมาจากเมืองเอกแล้วตรงดิ่งมาที่นี่ ยังไม่ได้พักเลยสักนิด จึงไม่ได้รั้งเขาไว้ เพียงบอกว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณเขาให้ดี
หลินเช่อไม่ได้อธิบายว่าทำไมจู่ ๆ ถึงมองเห็นเรื่องลี้ลับได้ ส่วนอาและอาสะใภ้ก็เข้าใจกันดี ไม่ถามอะไร นับว่าดีมาก
เดินเท้าราวสิบนาที หลินเช่อก็มาถึงหน้าบ้านของตัวเอง เพียงมองแวบเดียวก็เห็นพ่อกับแม่กำลังตากถั่วลิสงอยู่
ทั้งสองไม่รู้ว่าลูกชายจะกลับมาวันนี้ จึงมีสีหน้าประหลาดใจอยู่บ้าง
“เอ๊ะ ทำไมวันนี้ถึงกลับมาล่ะ ไม่เห็นบอกล่วงหน้าเลย พวกแม่จะได้หุงข้าวไว้ให้”
หลินเช่อยิ้ม “พ่อ แม่ เข้าไปคุยกันในบ้านเถอะ”
สองสามีภรรยาสบตากัน ไม่รู้ว่าลูกชายคิดจะทำอะไร แต่ก็วางของในมือลงแล้วเดินตามเข้าไป
เมื่อทั้งสามเข้าไปนั่งในบ้านเรียบร้อย หลินเช่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
“พ่อ แม่ เจียเจียขวัญหายไปจริง ๆ แต่ผมเรียกกลับมาแล้ว ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วครับ”
พ่อหลินค่อนข้างแปลกใจ แต่สีหน้าไม่เปลี่ยนมากนัก ส่วนแม่หลินอ้าปากค้างทันที “หา?!!”
“เช่อเอ๋อร์ ลูกไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม?!”
หลินเช่อไม่ตอบ เพียงมองทั้งคู่เงียบ ๆ
ในจังหวะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น พ่อหลินรับสายแล้วเปิดลำโพง
“พี่ใหญ่ เจียเจียฟื้นแล้ว ต้องขอบคุณเสี่ยวเช่อจริง ๆ!”
“เราเป็นพี่น้องกัน ไม่ต้องพูดคำเกรงใจให้มากหรอกน้องชาย วางใจได้ เรื่องนี้ฉันจะจัดการให้เรียบร้อยที่สุด!”
หลังคุยกันไม่กี่ประโยค พ่อหลินก็วางสายแล้วหันมามองลูกชาย รอฟังคำอธิบาย
สีหน้าของแม่หลินก็เปลี่ยนไปหลากหลาย เริ่มจากตกใจ ไม่อยากเชื่อ แล้วก็กลายเป็นภาคภูมิใจ ก่อนจะตามมาด้วยความสงสัย
ลูกชายที่เธอเลี้ยงมากับมือย่อมรู้จักดี ก็เป็นแค่คนธรรมดา มีไหวพริบอยู่บ้าง แล้วไปข้องเกี่ยวกับภูตผีเทวดาตั้งแต่เมื่อไรกัน?
หลินเช่อเตรียมคำตอบไว้แล้ว เดิมทีก็ไม่ได้คิดจะปิดบัง ในเมื่อเขาตัดสินใจทำงานให้ยมทูตขาวดำ ต่อไปก็ต้องอาศัยวิชานี้หาเลี้ยงชีพ ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีก
“เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ ผมรู้จักหญิงชราคนหนึ่งที่เฉิงตู เธอบอกว่าผมกับเธอมีวาสนาต่อกัน เลยถ่ายทอดวิชาเดินทางสู่ปรโลกให้”
ทั้งสองใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีก็ยอมรับความจริงข้อนี้ได้ ไม่มีเหตุผลอื่น เฉิงตูเป็นเมืองเอกของมณฑล จะมีผู้วิเศษและยอดฝีมืออยู่บ้างก็เป็นเรื่องปกติ
อีกอย่าง พวกเขาก็เคยได้ยินเรื่องทำนองนี้มาไม่น้อย อาจารย์ผู้มีวิชามองหาผู้สืบทอด ย่อมขึ้นอยู่กับวาสนา
มีวาสนาต่อกันก็ถ่ายทอดวิชาให้โดยไม่คิดเงิน หากไร้วาสนา ต่อให้จ่ายเงินมากแค่ไหน อีกฝ่ายก็ไม่เผยแม้แต่น้อย
เมื่อนึกถึงตรงนี้ แม่หลินก็เลิกล้มความคิดที่จะซักไซ้ให้ถึงที่สุด เดิมทีเธอยังอยากถามลูกชายว่าเรียกขวัญกลับมาได้อย่างไรกันแน่...
พ่อหลินเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยว่า “ตัดสินใจแล้วหรือว่าจะเดินเส้นทางนี้ต่อไป?”
หลินเช่อพยักหน้า “ครับ”
พ่อกับแม่หลินสบตากัน ทั้งคู่ไม่มีความเห็นอะไร ขอแค่ลูกชายตัดสินใจดีแล้ว พวกเขาก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่
ไม่ว่าเขาจะเลือกทำงานอะไร ก็เป็นเพียงอาชีพหนึ่ง หาเลี้ยงครอบครัวได้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
ดังนั้น เรื่องที่หลินเช่อลาออกจากงานในเมืองเอก แล้วกลับมาอยู่บ้านรับดูเรื่องลี้ลับจึงได้ข้อสรุป
แม่หลินกลัวลูกชายจะหิว จึงลุกไปทำกับข้าว ในห้องเหลือเพียงพ่อลูกนั่งหันหน้าเข้าหากัน
เมื่อแน่ใจว่าแม่เข้าครัวไปแล้ว หลินเช่อก็ลดเสียงลง “พ่อ ช่วยทำป้ายบูชาให้ผมสองป้าย”
พ่อหลินพยักหน้า หลายปีก่อนเขาเคยเป็นช่างไม้ ทำป้ายบูชาสักป้ายย่อมง่ายดาย
“นามว่าอะไร?”
“ยมทูตขาวดำครับ”
นี่เป็นครั้งแรกที่สีหน้าพ่อหลินเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ลูกชายจะตั้งป้ายบูชายมทูตขาวดำ นั่นไม่ได้หมายความว่าลูกชายทำงานอยู่ใต้บัญชาของพวกท่านหรอกหรือ?!
สวรรค์ นั่นคือเทพแม่ทัพแห่งปรโลกเชียวนะ!!
หลายนาทีผ่านไป พ่อหลินถึงค่อยสงบลง “เข้าใจแล้ว แต่เรื่องนี้ต้องปิดแม่เอ็งไว้”
หลินเช่อได้ยินแล้วก็หัวเราะเบา ๆ พ่อลูกคิดตรงกันพอดี
ถ้าไม่ใช่เพราะต้องปิดแม่ไว้ ความจริงก็ไม่จำเป็นต้องแต่งเรื่องหญิงชราขึ้นมาเลย
ช่วยไม่ได้ แม่ของหลินเช่อดีไปเสียทุกอย่าง ยกเว้นเก็บความลับไม่อยู่ ปากไม่มีหูรูด
ใครเล่าความลับอะไรให้ฟัง ไม่ถึงครึ่งวันก็แพร่ไปทั่ว ดังนั้นบางเรื่องไม่ให้เธอรู้จะดีกว่า
พอตกค่ำ พ่อหลินก็ลงมืออย่างรวดเร็ว ไม่เพียงหาไม้การบูรมาแกะสลักป้ายบูชาสองป้าย ยังซื้อธูปเทียนกับเงินกระดาษมาอีกมากมาย
หลินเช่อเพิ่งจัดห้องว่างห้องหนึ่งไว้สำหรับตั้งเครื่องบูชา พ่อหลินก็หอบข้าวของกองหนึ่งเดินเข้ามาพอดี
พอเห็นป้ายบูชาสองป้าย หลินเช่อก็ยกนิ้วโป้งให้ทันที
ไม่เพียงสลักนามของเทพแม่ทัพแห่งปรโลกทั้งสองไว้อย่างลึกซึ้ง ตัวอักษรยังงดงามสง่าผ่าเผย แถมพ่อยังใช้สีทองเขียนทับชื่อไว้อีกชั้น
โธ่เอ๊ย ต้องยกให้คนรุ่นก่อนจริง ๆ รู้วิธีจัดการเรื่องพวกนี้!
หลังวางป้ายบูชาเข้าที่ พ่อลูกก็จัดวางเครื่องเซ่นอย่างคล่องแคล่ว
ผลไม้สดหนึ่งจาน ขนมหนึ่งจาน แล้วก็เนื้อหมักที่เพิ่งหั่นเสร็จอีกจาน จากนั้นรินสุราสองถ้วย
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย พ่อหลินก็ออกจากห้อง เรื่องจุดธูปให้ลูกชายทำเอง
หลินเช่อคำนับป้ายบูชาทั้งสอง จุดธูปหอมสามดอก แล้วเผาเงินกระดาษที่พ่อเตรียมไว้ให้จนหมด
เผาเงินกระดาษไปได้ครึ่งหนึ่ง หลินเช่อก็เดินไปเปิดหน้าต่างระบายอากาศ พอหันกลับมา ในห้องกลับมีเงาร่างเพิ่มขึ้นมาสามร่าง!
เป็นยมทูตขาวดำอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ข้างกายยังมีชายชราใจดีผู้หนึ่ง สวมหมวกผ้าโปร่งและเสื้อคลุมสีดำ หลินเช่อไม่รู้จักเขา
หลินเช่อกำลังจะพูด เซี่ยปี้อันก็ยื่นมือหนึ่งโอบไหล่เขาเข้ามา พลางยิ้มกล่าวว่า
“น้องชาย พวกพี่ได้กลิ่นหอมมาตั้งแต่ไกลแล้วนะ”
ฟ่านอู๋จิ้วเองก็มองสำรวจห้องด้วยรอยยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
หลินเช่อมึนงงไปหมด ทำไมจู่ ๆ ถึงกลายเป็นน้องชายไปได้ล่ะ?!
สวรรค์ เรียกเทพแห่งปรโลกสององค์ว่าพี่ ใครจะกล้ากัน?!
ขณะที่เขากำลังงุนงง ฟ่านอู๋จิ้วก็เอ่ยขึ้นว่า
“น้องชาย พี่จะแนะนำให้รู้จัก ท่านนี้คือเทพราตรี”
หลินเช่อรีบประสานมือคารวะ “ที่แท้ก็เป็นท่านเทพราตรี หนึ่งในสิบเทพแม่ทัพแห่งปรโลก เสียมารยาทแล้ว ๆ”
เทพราตรีได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็จริงใจขึ้นอีกเล็กน้อย เขาลูบเครายาวพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องมากพิธี”
เซี่ยปี้อันยิ้ม “ไม่ต้องเกรงใจจริง ๆ พวกเราทำงานร่วมกันมานับพันปี ทั้งยังสนิทสนมกันเป็นการส่วนตัวอย่างยิ่ง”
“เดิมทีพวกเรากำลังจิบสุรากันอยู่ จู่ ๆ ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นธูปหลายสาย ตามมาด้วยอาหารเลิศรสกับสุราดี ๆ เลยตั้งใจแวะมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น”
หลินเช่อรู้สึกกระดากใจเล็กน้อย “พี่ชายทั้งสองดูแลผมไว้มาก ผมย่อมต้องตอบแทนบ้าง ของพวกนี้ผมกับพ่อแม่ช่วยกันเตรียมไว้ หวังว่าพี่ทั้งสองจะไม่รังเกียจนะครับ”
ยมทูตขาวดำกับเทพราตรีสบตากันแล้วยิ้ม รังเกียจหรือ? ดีใจแทบไม่ทันต่างหาก!
แม้ยมทูตขาวดำจะเป็นเทพผู้เที่ยงธรรม แต่ในใจของผู้คนส่วนใหญ่ พวกท่านคือผู้ที่แค่ได้ยินชื่อก็หวาดผวา เห็นเข้าก็แทบอยากควักตาตัวเองให้กลายเป็นคนตาบอด ไม่ต้องพูดถึงการตั้งเครื่องบูชาเลย
ศาลเจ้าที่สร้างให้พวกท่านในโลกมนุษย์มีอยู่น้อยนิด ส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้าง ไม่มีใครเหลียวแล จนฝุ่นจับมานานปี
แต่หลินเช่อกลับบังเอิญช่วยทำความสะอาดศาลเจ้าของพวกท่านก่อน จากนั้นยังตั้งป้ายบูชาให้ด้วยใจจริง นับว่าทำได้ตรงใจพวกท่านทุกอย่าง น้องชายคนนี้ พวกท่านรับเป็นพวกเดียวกันแล้ว!
