เมื่อเห็นฉันทำท่าตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ มุมปากของหันมี่ก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มงดงาม “งั้นฉันเล่าเรื่องให้คุณฟังสักเรื่องดีไหม”
หันมี่เอ่ยช้า ๆ
เสียงของเธอไพเราะมาก
ราวกับเสียงนกจาบฝนที่กังวานเสนาะหู
เรื่องที่เธอเล่าก็ลื่นไหล ฟังแล้วฉันเคลิบเคลิ้มไปกับมัน
เนื้อเรื่องก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร
เธอเล่าว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน มีโจรปล้นสุสานอยู่สามคน
ทั้งสามคนมีแซ่จาง แซ่หัน และแซ่หลิว
ครั้งหนึ่งโจรปล้นสุสานทั้งสามบุกเข้าไปในสุสานที่ไม่รู้จักแห่งหนึ่ง และได้ของวิเศษสองชิ้นมาจากข้างใน
เดิมที สำหรับพวกเขาแล้ว เรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก
แต่ของวิเศษสองชิ้นนี้กลับล้ำค่าอย่างยิ่ง และเปลี่ยนชะตาชีวิตของคนทั้งสาม รวมถึงตระกูลทั้งสามไปอย่างสิ้นเชิง
ดังคำกล่าวที่ว่า เงินทองย่อมทำให้คนหวั่นไหว
เมื่อเกิดความโลภขึ้นมาแล้ว ความปรารถนาของคนก็ไม่มีวันเติมเต็ม
หลังกลับเข้าเมือง ทั้งสามก็ไปหาผู้เชี่ยวชาญให้ประเมินของวิเศษทั้งสองชิ้น แต่ละชิ้นล้วนมีมูลค่าสูงลิบลิ่ว
เมื่อมีของวิเศษสองชิ้นนี้ พวกเขาก็สามารถเกษียณได้อย่างแท้จริง
คนแซ่จางเสนอให้ขายของ แล้วนำเงินมาแบ่งกันเท่า ๆ กัน
แต่คนแซ่หลิวไม่เห็นด้วย เขาบอกว่าเขาเป็นคนค้นพบสุสาน จึงควรได้ส่วนแบ่งมากกว่า
คนแซ่หันก็ไม่พอใจเช่นกัน เขาบอกว่าตัวเองออกแรงมากที่สุด จึงควรได้ส่วนแบ่งมากกว่าเหมือนกัน
เพื่อให้ได้ทรัพย์สมบัติมากขึ้น ทั้งสามถึงกับลงไม้ลงมือกัน
แต่แล้ว ในคืนหนึ่ง
ของวิเศษทั้งสองชิ้นกลับหายไปอย่างลึกลับ
คนที่หายตัวไปพร้อมกับของวิเศษทั้งสองชิ้นก็คือคนแซ่จาง
คนแซ่หันกับคนแซ่หลิวที่เหลือต่างสงสัยว่าคนแซ่จางเป็นคนเอาของวิเศษไป
ดังนั้น พวกเขาจึงเริ่มออกตามหาคนแซ่จางไปทั่ว
