หลังจากบินมาราวครึ่งชั่วยาม ทิวทัศน์รอบด้านก็เริ่มเปลี่ยนไป จากป่าเขียวชอุ่มที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ ค่อย ๆ กลายเป็นเนินเขารกร้าง ต้นไม้ลดน้อยลงเรื่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยโขดหินขรุขระและชั้นหินเปลือย
ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นโลหะจาง ๆ ก้อนหินบนพื้นสะท้อนประกายแวววาวราวโลหะใต้แสงตะวัน
“หุบเขาคมดาบ...” หลิงเยว่ร่อนลงบนโขดหินที่ยื่นออกมา พลางสำรวจเบื้องหน้า
หุบเขาแห่งนี้ทอดยาวและคับแคบ ผาหินสองข้างสูงชันราวกับถูกฟันด้วยดาบและขวาน ผิวหินเต็มไปด้วยสายแร่โลหะที่เปล่งประกายระยิบระยับหลากสี ทั้งทอง เงิน ทองแดง และเหล็ก
จากส่วนลึกของหุบเขาแว่วเสียงโลหะกระทบกันดังเป็นจังหวะ คล้ายมีใครกำลังตีอะไรบางอย่าง
“ใครน่ะ?”
เสียงระแวดระวังดังมาจากปากทางเข้าหุบเขา
หลิงเยว่หันไปมอง เห็นภูตตัวน้อยหลายตนสวมเกราะโลหะและถืออาวุธ จ้องนางอย่างตึงเครียด
“ข้าคือเทพธิดาผีเสื้อ หลิงเยว่” นางยิ้มบาง ๆ พลางแสดงสีหน้าไร้พิษภัย “ข้ามาเยี่ยมตามคำเชิญของเจ้าชายทองคำ”
ภูตตัวน้อยเหล่านั้นสบตากัน ก่อนที่ตนหนึ่งจะรีบวิ่งลึกเข้าไปในหุบเขาเพื่อรายงาน
พวกที่เหลือยังคงจ้องนางอย่างระแวดระวัง ไม่มีใครลดอาวุธในมือลง
หลิงเยว่ไม่ใส่ใจ เพียงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ปล่อยให้พวกเขาสำรวจตามสบาย นางถึงกับเก็บปีกอย่างเอาใจใส่ เพื่อให้ตัวเองดูไร้พิษภัยยิ่งขึ้น
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าเร่งร้อนก็ดังมาจากส่วนลึกของหุบเขา
จินหลีถงแทบจะพุ่งออกมา ผมยาวสีทองอ่อนปลิวไสวไปตามแรงลม ในดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง บัดนี้มีแต่ความยินดีอย่างเหลือล้น
“เทพธิดาหลิงเยว่!” เขาก้าวเร็ว ๆ มาหยุดตรงหน้านาง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่แทบข่มไว้ไม่อยู่ “เจ้ามาแล้ว! ข้า... ข้านึกว่าเจ้าจะไม่มาเสียอีก...”
“เจ้าชายทองคำล้อข้าเล่นแล้ว” หลิงเยว่ยอบกายคำนับเล็กน้อย ท่วงท่างดงามราวหงส์ขาวกำลังพักผ่อน “ในเมื่อรับปากว่าจะมาเยี่ยม ข้าย่อมไม่ผิดคำพูด”
