จินหลีถงกับหลิงเยว่สบตากันเนิ่นนาน ไม่มีใครขยับเขยื้อน
เสียงปีกผีเสื้อกระพือแผ่วเบาดังมาจากป่าไผ่ผีเสื้อยามบ่าย ชิงช้าใต้ร่างของทั้งคู่ไกวเบา ๆ มือของจินหลีถงที่หลิงเยว่กดแนบอกค่อย ๆ คลายแรงลง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วกุมมือของนางไว้อย่างแผ่วเบา
“เยว่เอ๋อร์...” เสียงของเขาแหบพร่าอย่างยิ่ง ในดวงตาเอ่อล้นด้วยประกายสีทอง เป็นทั้งความตื่นเต้นและยินดี กระทั่งเจือความรู้สึกไม่อยากเชื่ออยู่หลายส่วน
“ที่เจ้าพูดเมื่อครู่...จริงหรือ?”
หลิงเยว่ถูกเขากุมปลายนิ้วไว้ จึงสัมผัสได้ถึงความหยาบกระด้างและอบอุ่นจากฝ่ามือของเขา
นางไม่ได้ดึงมือกลับ ตรงกันข้ามกลับขยับนิ้วเกี่ยวตอบเบา ๆ พลางเอียงหน้ามองเขาแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยนปนเจ้าเล่ห์เล็กน้อย
“ข้าเคยหลอกเจ้าเมื่อไรกัน?”
จู่ ๆ ขอบตาของจินหลีถงก็แดงก่ำ เขาก้มหน้าลงฉับพลัน เส้นผมยาวสีทองเข้มทิ้งตัวลงมาบดบังใบหน้าไว้ทั้งใบ ไหล่สั่นเล็กน้อย
หลิงเยว่เอียงคอมองอย่างประหลาดใจ ก่อนจะได้ยินเสียงอู้อี้ของเขาดังลอดออกมาจากใต้เรือนผม “ขอโทษ ข้า...ข้าเสียกิริยาไปแล้ว ข้าแค่...ดีใจเกินไป...”
หลิงเยว่อดหัวเราะไม่ได้ คราวนี้เสียงหัวเราะของนางแผ่วหวานกว่าเดิมมาก
นางยกมืออีกข้างที่ไม่ได้ถูกกุมขึ้นตบหลังจินหลีถงเบา ๆ “ดีใจก็ดีใจสิ จะร้องไห้ทำไม? เจ้าชายทองคำผู้ยิ่งใหญ่ ถ้าพวกผีเสื้อน้อยเห็นเจ้าเป็นแบบนี้ ไม่ขายหน้าแย่หรือ?”
“พวกมันไม่เอาไปพูดหรอก!” จินหลีถงเงยหน้าขึ้นฉับพลัน ขอบตาแดงจริง ๆ แต่รอยยิ้มกว้างจนแทบฉีกไปถึงใบหู “กลับไปข้าจะทำรังทองให้พวกมัน! สร้างต้นไม้ทอง! ให้พวกมันอยู่ในที่ที่ดีที่สุด!”
หลิงเยว่ “...” รวยแล้วไงยะ!
นางเงียบไปสองวินาที ก่อนจะอดฝังหน้าลงในฝ่ามือแล้วหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้
เหล่าภูตผีเสื้อในป่าไผ่ผีเสื้อคงไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะได้พบกับการปรับโฉมสุดหรูหราในสไตล์โลหะหนัก ตอนนี้พวกมันยังคงโบยบินวนเวียนรอบเงาร่างสองคนที่นั่งอยู่บนชิงช้าอย่างไร้กังวล เกล็ดปีกที่ร่วงลงมาถักทอเป็นม่านหมอกสีสันวิจิตรพิสดารท่ามกลางแสงแดดยามบ่าย
