ลั่วซิงซิงโชคร้าย ก็เท่ากับลั่วเซียงซือโชคร้ายด้วยไม่ใช่หรือ หลินหร่านสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาทันที “เธอเป็นอะไรไป?”
หลินเจ๋อกอดโทรศัพท์หัวเราะร่าเหมือนคนบ้า “ตอนนี้ลั่วซิงซิงกำลังระบายความทุกข์อยู่ในกลุ่มห้องเรา บอกว่าอากาศร้อนขนาดนี้ แต่ชุมชนที่เธออยู่ดันไฟดับซะได้ นายว่าโชคร้ายไหมล่ะ?”
“สวรรค์มีตาหมุนเวียนตอบแทนกรรมจริง ๆ ไม่มีใครหนีพ้นหรอก ฮ่า ๆ คราวนี้ถึงตาเธอโชคร้ายแล้วสินะ”
พ่อหลินได้ยินแล้วขมวดคิ้ว ก่อนจะตำหนิว่า “ไอ้เด็กนิสัยไม่ดี เพื่อนร่วมชั้นตัวเองกำลังลำบาก ไม่เห็นใจเขาก็แล้วไป ทำไมยังหัวเราะเยาะอีก?”
หลินเจ๋อยังไม่ทันเถียง แม่หลินก็กลืนซาลาเปาลงคอแล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า “ลั่วซิงซิงคนนี้ใช่คนที่ไปรายงานเรื่องลูกกับทางโรงเรียนหรือเปล่า?”
“ใช่ เธอนั่นแหละ” หลินเจ๋อตอบอย่างไม่พอใจ
พ่อหลินชะงักไป ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นขุ่นเคืองตามหลินเจ๋อทันที “สมควรแล้ว คนแบบนี้ก็ต้องเจอเรื่องซวย ๆ บ้าง ดันใส่ร้ายลูกสาวคนโปรดของพ่อกับเสี่ยวเจ๋อ ร้อนให้ตายไปเลย! แล้วตอนนี้เป็นยังไงบ้าง อุณหภูมิ 70 องศา อยู่ในบ้านจนย่างเป็นปลาแห้งหรือยัง?”
หลินเจ๋ออึ้งกับทักษะพลิกสีหน้าของพ่อหลินจนทำอะไรไม่ถูก “ยังครับ ทั้งครอบครัวเธอบอกว่าหนีไปหลบในลานจอดรถใต้ดินแล้ว แต่ถึงจะเป็นลานจอดรถใต้ดินก็ยังร้อนอยู่ดี”
หลินหร่านหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดกลุ่มใหญ่ประจำสาขาของมหาวิทยาลัย เธอกับลั่วเซียงซือเรียนคนละห้อง แต่สาขาเดียวกัน ทางมหาวิทยาลัยยังไม่ทันไล่เธอออก เธอจึงยังอยู่ในกลุ่มต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยได้
ในกลุ่มมีข้อความมากกว่า 999 ข้อความแล้ว หลินหร่านเลื่อนหน้าจอย้อนขึ้นไป ดูได้ไม่กี่หน้า ก็เจอข้อความขอความช่วยเหลือของลั่วเซียงซือ
