อาภรณ์ลำลองสีเหลืองสดปักลายมังกรสวมอยู่บนร่างบุรุษ เรือนกายสูงใหญ่กำยำยิ่งขับเน้นบารมีอันน่าเกรงขามจนชวนให้รู้สึกถูกกดดัน
ฉินเหวินจูรู้สึกว่าโจวถิงอวี้ในยามนี้ช่างแปลกหน้าเหลือเกิน ทำให้นางใจเย็นวาบ ทั้งยังเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
สายตาเลื่อนไปยังสาบเสื้อที่เรียบร้อยอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะประสานเข้ากับแนวกรามคมเข้มเล็กน้อย และริมฝีปากสีระเรื่อที่บางบนหนาล่าง
ริมฝีปากดุจแต้มชาด สันจมูกโด่งเป็นสัน คิ้วตาลึกล้ำ
ไม่ได้พบกันสองปี บุรุษผู้นี้ผอมลงมาก ใบหน้าที่หล่อเหลาอยู่แต่เดิมจึงยิ่งดูโดดเด่นด้วยโครงกระดูกงดงาม
บุรุษจากตระกูลโจวแห่งราชวงศ์ล้วนมีรูปโฉมดี นี่จึงเป็นหัวข้อที่เหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์ชอบหยิบยกมาสนทนากันเป็นการส่วนตัวอยู่เสมอ
โจวถิงอวี้เป็นพระโอรสองค์เล็กที่ไท่ซ่างหวงโปรดปรานที่สุด พระชันษายังน้อยกว่าพระโอรสองค์โตของอดีตฮ่องเต้
ใบหน้าเพียบพร้อมรับความองอาจของไท่ซ่างหวงมาเต็มเปี่ยม ทั้งยังได้ความงามล่มเมืองจากพระมารดาผู้ให้กำเนิด
เพราะชาติกำเนิดและประสบการณ์ชีวิตถูกผู้คนกล่าวติฉิน ความเหี้ยมเกรียมในตัวโจวถิงอวี้จึงถูกเก็บซ่อนไว้
ยามปกติเผยให้เห็นเพียงเค้าลางเล็กน้อย ก็ทำให้ผู้คนไม่กล้าดูแคลนเขาต่อหน้า
บัดนี้อำนาจล้นฟ้า ทั้งไทเฮาก็เป็นเพียงหุ่นเชิดทางการเมือง บนโลกนี้จึงไม่มีผู้ใดถ่วงดุลเขาได้อีก
ยามปรายตามองผู้คน ความดุดันโหดเหี้ยมที่พร้อมเข่นฆ่ากดข่มก็แผ่ซ่านออกมาจากกระดูก ทำให้คนเห็นเพียงแวบเดียวก็ขลาดกลัวเสียแล้ว
อำนาจอยู่บนจุดสูงสุด วาจาคำเดียวมีค่าเสมือนทองคำ บุรุษที่ไร้จุดอ่อนยิ่งน่าหวาดหวั่น
--
ฮูหยินเจียงที่ยืนอยู่ข้างฉินเหวินจูได้ยินเทพอสูรร้ายผู้นี้เอ่ยเรียกบุตรสาว หัวใจก็สั่นสะท้านห้ามไม่อยู่
นางลอบดึงแขนเสื้อบุตรสาวเป็นสัญญาณเตือน ก่อนจะคุกเข่าลงอย่างเร่งร้อน
เข่าทั้งสองกระแทกลงบนพื้นอิฐหินเย็นเยียบ น้ำเสียงเจือความหวาดหวั่น
“หญิงชาวบ้านถวายคำนับฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”
ทุกคนในที่นั้นได้เห็นภาพแผ่นหลังของฮูหยินผู้สูงศักดิ์ที่ก้มลงเป็นครั้งแรก ต่างอดทอดถอนใจถึงคำว่าโชคชะตาในใจมิได้
นางเคยเป็นฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่ง มารดาของท่านหญิงอันผิง และบุตรีกำพร้าของอดีตแม่ทัพใหญ่เปียวหย่ง
สตรีสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่ถึงเพียงนี้ บัดนี้กลับมีชะตาน่าเวทนา
อำนาจฮ่องเต้สูงส่งเหนือสิ่งใด เมื่อรังถูกทำลาย ไข่ในรังจะเหลือรอดได้อย่างไร
ยิ่งยืนอยู่สูงเพียงใด วันหนึ่งเมื่อตกลงมาก็ยิ่งเจ็บหนักเพียงนั้น
ฉินเหวินจูยืนนิ่งแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือด ครั้นตั้งสติได้ น้ำเสียงก็สะอื้นจนแทบปิดบังความรู้สึกไม่ได้ หากเอ่ยเพิ่มอีกสักคำ
“อันผิงถวายคำนับฝ่าบาท”
กล่าวจบ นางก็ย่อเข่าจะคุกลง
ฉินเหวินจูเตรียมใจไว้แต่แรกแล้ว มิใช่แค่คุกเข่าโขกศีรษะให้อดีตคนรักหรอกหรือ?
ขอเพียงเขาไม่เก็บกลั้นโทสะแล้วคิดเล่นงานนางด้วยเล่ห์กล ขอเพียงเขายอมไว้ชีวิตคนในครอบครัวนางจริง ๆ... ต่อให้ต้องโขกศีรษะให้เขาวันละร้อยครั้งก็ยังยินดี!
ขณะที่ฉินเหวินจูกำลังจะคุกเข่าลง ขันทีใหญ่สวีเต๋อชางก็สาวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีรอยยิ้ม
“ท่านหญิงอันผิง เชิญลุกขึ้นพ่ะย่ะค่ะ!”
โอ๊ย คุกเข่าไม่ได้!
หากคุณหนูฉินคุกเข่าลงไป ฝ่าบาทจะไม่พาลโกรธจนทุบกะโหลกเขาแตกหรือไร?
สวีเต๋อชางยื่นแขนออกไปอย่างว่องไว แตะประคองแขนฉินเหวินจูให้ยกขึ้นเล็กน้อย พยุงนางให้ยืนตรงแล้วจึงถอยออกไป
การกระทำนี้ทำให้ผู้คนต่างคิดฟุ้งซ่าน อดคาดเดาความหมายของขันทีใหญ่ผู้เป็นคนสนิทที่สุดของฮ่องเต้องค์ใหม่มิได้
สวีเต๋อชางมีความขมขื่นแต่พูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มซื่อ ๆ ให้ฉินเหวินจู
คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลฉินผู้นี้ แต่ก่อนเป็นดวงใจของนายเหนือหัว
บุรุษคนใดกล้ามองนางมากกว่าหนึ่งครั้ง นายเหนือหัวแทบอยากควักลูกตาของคนผู้นั้นออกมา
บัดนี้องค์ชายสามกับพระสนมเอกยังไม่ถูกประหาร เพียงถูกกักขังตลอดชีวิต
คนตระกูลฉินก็ได้รับโทษเบากว่าที่ควร ท่านกั๋วกงถูกริบยศแล้ว แต่ยังได้เหลือตำแหน่งขุนนางขั้นเก้าไว้
คนส่วนใหญ่ต่างคาดเดาว่าเป็นเพราะท่านกั๋วกงเคยเป็นอาจารย์ของฮ่องเต้องค์ใหม่
อีกทั้งเพิ่งขึ้นครองราชย์ จักรพรรดิจึงต้องสร้างภาพเมตตาให้ผู้คนทั่วหล้าเห็น ถึงได้ละเว้นตระกูลฉินไว้ชั่วคราว
รออีกสองปี คงลอบสังหารคนตระกูลฉินเป็นแน่
มีเพียงคนสนิทของโจวถิงอวี้เท่านั้นที่รู้ความจริง
ที่คนตระกูลฉินได้รับโทษเบา เป็นเพราะบุตรีเพียงคนเดียวของท่านกั๋วกง—
ท่านหญิงผู้ยืนอยู่ตรงหน้าผู้นี้ เคยเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ที่เจิดจรัสที่สุดในวั่งจิง
โฉมงามสง่าชวนตะลึง ตั้งแต่เล็กก็มีนิสัยออดอ้อนน่ารัก ทั้งยังชอบเป็นจุดสนใจ
นางมิได้มีเพียงชาติกำเนิดสูงส่ง ยังได้รับการถ่ายทอดวิชาดีดพิณ แต่งกลอน วาดภาพ และเขียนอักษรจากปรมาจารย์ อีกทั้งยังขี่ม้ายิงธนูได้คล่องแคล่วองอาจ ไม่ด้อยกว่าบุรุษ
ทั้งบุรุษและสตรีที่ชื่นชอบคุณหนูฉิน มีจำนวนพอ ๆ กับผู้ที่เกลียดชังนาง
ไม่มีผู้ใดบอกได้ว่าความชอบและความเกลียดเหล่านั้น มีความจริงใจอยู่กี่ส่วน เสแสร้งอยู่กี่ส่วน
สวีเต๋อชางตอนอายุแปดขวบถูกตอน แล้วไปปรนนิบัติอยู่ข้างกายอวี้อ๋องซึ่งมีพระชันษาห้าขวบ
เขาเป็นผู้รู้เห็นความรักความแค้นทั้งหมดระหว่างคนทั้งสอง ตั้งแต่ต้นจนจบ
เมื่อห้าปีก่อน ทั้งคู่เพิ่งเริ่มรู้จักความรัก พบหน้ากันครั้งแรกก็เกาะติดกันไม่ห่าง ที่ไหนจะเป็นเพียง “พี่ชายกับน้องสาว” หรือ “สหายสนิท” อะไรนั่น
ตลอดหนึ่งปีที่ทั้งคู่ลอบคบหากัน ฮ่องเต้มักหึงหวงจนโกรธเกรี้ยวในห้องทรงอักษร ลอบกำจัดคู่แข่งทางรักไปหลายคน
จนกระทั่งคุณหนูฉินทนการควบคุมและความยึดติดของฮ่องเต้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดไม่ไหว จึงเอ่ยขอแยกทาง
จากนั้นอดีตฮ่องเต้ก็เกิดเรื่อง...
--
โจวถิงอวี้ไพล่มือไว้ด้านหลัง ดวงตาหงส์เย็นชาเพ่งมองฉินเหวินจูโดยไม่เอ่ยวาจา
มีเพียงสายตาเย็นเยียบชวนขนลุก ราวกับปรารถนาจะเผาทะลุร่างนาง
ตั้งแต่ปอยผมข้างขมับที่ยุ่งเล็กน้อย ไปจนถึงคิ้วที่ขมวดมุ่น แล้วก็เห็นนางเผลอกัดเนื้อริมฝีปากอีกครั้ง
รวมถึงดวงตารูปเมล็ดซิ่งที่เปลือกตาบางหลุบลงมาตลอดทั้งคืน ไม่ยอมมองเขาแม้แต่น้อยเพราะรังเกียจ
ดวงตาคู่นี้เคยยิ้มแย้มเป็นนิจ เคยกะพริบปริบ ๆ ออดอ้อนเขาอยู่เสมอ บัดนี้กลับไม่เหลือความรักใคร่แม้เพียงน้อย
ครั้งหนึ่งโจวถิงอวี้เคียดแค้นจนคิดจะลงมือสังหารนางด้วยตนเอง
แต่ก่อนจะฆ่านาง เขาก็อยากถามให้รู้เหตุผล
เหตุใดนางถึงเกือบทำให้เขาต้องตาย แล้วกลับแสร้งทำเป็นลอบช่วยชีวิตเขา?
นางเสียใจแล้วหรือ?
นางยังอาลัยอาวรณ์เขา ตัดใจจากเขาไม่ได้หรือ?
หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดไม่มาซักถามเขา ไม่มาอธิบายให้เขาฟัง ไม่ทำท่าทางน่าสงสารขายความลำบาก ขอขมา แล้วแสร้งทำตัวว่าง่ายเล่า?
นางมิใช่ชำนาญที่สุดหรอกหรือว่าจะรับมือเขาอย่างไร กล่อมจนเขาหลงทิศจนหาทางกลับไม่เจอ?
สวีเต๋อชางสัมผัสได้ว่าบรรยากาศรอบกายผู้เป็นนายเย็นเยียบขึ้นทุกขณะ เอวที่ก้มงออย่างน่าสงสารของเขาก็ยิ่งโค้งลงไปอีก
เขาอธิบายให้ฉินเหวินจูและคนรอบข้างฟัง
“ท่านหญิง อดีตฮ่องเต้ทรงเอ็นดูท่าน จึงทรงยกเว้นการคุกเข่าคารวะให้ท่านมานานแล้ว ฝ่าบาทของพวกเราทรงกว้างขวางมีเมตตา ทั้งยังเคารพรักพระเชษฐา ท่านจึงไม่จำเป็นต้องคุกเข่าพ่ะย่ะค่ะ”
หากบรรยากาศมิได้เคร่งขรึม พอถ้อยคำนี้หลุดออกไป คงมีคนไม่น้อยกลั้นหัวเราะไม่อยู่
กว้างขวางมีเมตตา? เคารพรักพระเชษฐา?
ผู้ใดบ้างไม่รู้ว่าอดีตฮ่องเต้เพิ่งเป็นอัมพาตจากอาการเส้นโลหิตในสมองแตกได้สามเดือน ลมหายใจยังไม่ทันสิ้น อวี้อ๋องก็ยกทัพก่อกบฏแล้ว
ข้ออ้างคือ “บัลลังก์ของพระเชษฐาเดิมทีก็ได้มาจากการปลอมราชโองการของไท่ซ่างหวง...”
จริงหรือเท็จยังไม่รู้ แต่เขาก็โยนข้อกล่าวหานี้ใส่พระเชษฐาเสียก่อนแล้ว
เมื่อได้ยินเหตุผลเลียแข้งเลียขาที่สวีเต๋อชางกล่าวอย่างเหลวไหล ผู้คนรอบข้างก็รู้กาลเทศะ รีบเอ่ยถ้อยคำประจบคล้อยตาม
ทว่าเสียงหัวเราะเย็นชาที่เจือโทสะพลันดังขึ้น ขัดจังหวะการยกยอเขาในทันใด
“เราเห็นท่านหญิงอันผิงทุ่มเทจนหมดใจเพื่อตระกูลฉิน ทั้งกตัญญูจนฟ้าสะเทือน ในเมื่ออยากคุกเข่านัก ก็กลับไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชนตระกูลฉินเสีย”
กล่าวจบ เขาก็มองฉินเหวินจูอย่างเย็นชา สะบัดชายแขนเสื้อแล้วไพล่มือเดินจากไปด้วยฝีก้าวหนักแน่น
ฝีเท้าราวกับมีลมพัด ลมที่พัดมาพร้อมโทสะเดือดดาล
สวีเต๋อชางรีบตามไป ไม่ลืมหันกลับมาทำมือส่งสัญญาณให้ฉินเหวินจู ว่าสามารถพยุงฮูหยินเจียงขึ้นได้แล้ว
ฉินเหวินจูรับสัญญาณ ก่อนเผยรอยยิ้มขอบคุณให้คนคุ้นเคย
นางรีบประคองมารดาลุกขึ้น มองแววตาหวาดหวั่นปนสำรวจของมารดา แล้วพลันสะอึกในลำคอ ก่อนเอ่ยยิ้มขื่น
“ฝ่าบาททรงเมตตา บุตรีจะกลับไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชนเดี๋ยวนี้”
--
สวีเต๋อชางเข้าใจโจวถิงอวี้ดีที่สุด ราวกับเป็นหนอนในท้องของผู้เป็นนาย
เขาเดาว่าฮ่องเต้คงถูกยั่วโทสะอีกแล้ว อย่างไรเสียทั้งคืนคุณหนูฉินก็ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองเขา
แต่ต่อให้โกรธเพียงใด โกรธจนแทบคลั่ง ก็ทำอะไรไม่ได้กับความเมินเฉยเย็นชาของดวงใจ
จะทำใจสั่งให้คุณหนูฉินคุกเข่าคารวะเขาจริง ๆ ได้อย่างไร?
ผู้เป็นนายจึงทำได้เพียงหาทางลงให้ทั้งสองฝ่าย
กลับไปคุกเข่าต่อหน้าบรรพชนตนเอง นับเป็นการลงโทษที่ใดกัน?
ส่วนจะคุกเข่านานเพียงใด กี่วัน หรือคุกเข่าอย่างไร... ฮ่องเต้ก็ไม่ได้มีราชโองการ ทั้งยังมิได้ตรัสให้ชัด
เมื่อกลับไปแล้ว ก็มิใช่ปล่อยให้คุณหนูฉินจัดการตามใจตนเองหรอกหรือ?
แต่ฉินเหวินจูเป็นคนหัวแข็ง
เดิมทีนางก็คิดลงโทษตนเองอยู่แล้ว จึงถือโอกาสนี้ชดใช้บาป—
ด้วยเหตุนี้ นางจึงคุกเข่าอยู่ในศาลบรรพชนตลอดทั้งคืน
หารู้ไม่ว่าในวังหลวง ตะเกียงในตำหนักบรรทมของจักรพรรดิก็สว่างไสวตลอดทั้งคืนเช่นกัน
ฟ้าสางแล้ว โจวถิงอวี้ได้ยินองครักษ์ลับมารายงาน
“คุณหนูฉินถูกฮูหยินเจียงเกลี้ยกล่อมให้กลับห้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ มื้อเช้าเสวยโจ๊กขาวไปครึ่งถ้วย กับเครื่องเคียงสองจาน...”
จักรพรรดิฉายแววเย็นชา ความโกรธพลันลุกโชนในอก
เขาวางพู่กันทรงพระอักษรในมือลงอย่างแรง เกือบตบด้ามหยกให้หักกลาง
โจวถิงอวี้ผลักฎีกากองหนึ่งออกไปอย่างไม่ใส่ใจ เพลิงโทสะที่อัดแน่นในใจเริ่มเผาผลาญจนเขาปวดหัวมึนงง ตั้งแต่เมื่อคืนที่ได้พบฉินเหวินจู
ราวกับถูกมนตร์ดำเข้าสิง อยากเดินลงไปเกลี้ยกล่อมให้นางกินเพิ่มอีกสักหลายคำ
อยากถามว่านางทำใบหน้าเล็ก ๆ ให้ผอมซูบถึงเพียงนั้นได้อย่างไร?
เห็นชัด ๆ ว่าลูกพี่ลูกน้องชายของนางกับท่านอาหญิงร่วมมือกับบิดาของนางจะสังหารเขา ทั้งนางยังเลือกทรยศเขาอย่างง่ายดาย
เหตุใดนางกลับทรมานตนเองจนมีสภาพเช่นนี้!
เป็นเพราะกังวลว่าเขาจะพ่ายแพ้ แล้วตายไร้ศพอยู่ข้างนอกหรือ?
หึ ๆ เกรงว่าคงกลัวว่าเขายังไม่ตาย แล้วจะยกทัพกลับเมืองหลวงมาแก้แค้นตระกูลฉินกระมัง?
สวีเต๋อชางยืนนิ่งอยู่ห่างออกไป เห็นผู้เป็นนายหันมามองด้วยโทสะ
“เจ้าก็รู้ว่านางปากคอเราะร้ายมาแต่ไหนแต่ไร เรื่องขาวยังพูดให้กลายเป็นดำได้ หากมีเรื่องใดไม่ถูกใจ ก็อาละวาดใส่เรา... เหตุใดจึงเชื่อฟังถึงเพียงนี้?”
“คราก่อนนางขายเรา จนเกือบส่งเราไปตาย บัดนี้กลับว่าง่ายขึ้นมาเสียแล้วหรือ?”
คงเพราะโกรธจัด โจวถิงอวี้พลันลุกขึ้นเดินไปข้างหน้าต่าง
เขาหักมุมไม้ตรงขอบหน้าต่างจนแหลกละเอียดอย่างไม่ใส่ใจ น้ำเสียงเย็นเยียบชวนขนลุก
“ฮะ คุกเข่าตลอดคืนด้วยหรือ? ดี นางอยากคุกเข่าก็คุกเข่าต่อไป!”
