ยามบ่ายของวันถัดมา เผยเม่ากับโจวเต้ากงนำทหารติดตามมาถึงค่ายใหญ่หลูหลิน
นับว่าโชคดีที่หลังเกิดเรื่อง หยวนฉงยังส่งคนไปแจ้งเผยเม่า ว่าอวิ๋นเจิงนำกำลังถอนกลับไปยังฟู่โจวแล้ว เผยเม่าจึงมิได้เคลื่อนทัพใหญ่ซึ่งอยู่ห่างจากค่ายใหญ่หลูหลินออกไปสี่สิบลี้
มองหยวนฉงที่นอนคว่ำอยู่บนเตียง เผยเม่าทั้งเห็นใจทั้งขุ่นเคือง
แต่ที่มีมากกว่าคือความอับจนหนทาง
อวิ๋นเจิงมิได้เคลื่อนทัพใหญ่เข้ารุกรานมณฑลจวี่โจว เพียงนำ “กองทหารองครักษ์” มายังค่ายใหญ่หลูหลินเพื่อพูดคุยกับหยวนฉงเท่านั้น
อวิ๋นเจิงเป็นถึงท่านอ๋อง ทั้งยังดำรงตำแหน่งหลายอย่าง การนำทหารองครักษ์สามพันนายติดตามก็นับว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
อย่าว่าแต่เผยเม่าเลย ต่อให้เป็นอวิ๋นลี่ รัชทายาทผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็ยังกล่าวอันใดมิได้
ได้แต่โทษว่าหยวนฉงและบุตรชายโชคร้ายเกินไป
“บาดแผลเป็นอย่างไรบ้าง?”
เผยเม่านั่งลงข้างเตียงของหยวนฉง ถอนหายใจพลางเอ่ยถาม
“ยังไม่ตาย!”
หยวนฉงตอบอย่างแข็งกร้าว
“เจ้าก็เหมือนกัน เหตุใดจึงไม่รู้จักใช้สมองเสียบ้าง?”
โจวเต้ากงนั่งลง กล่าวตำหนิว่า “อวิ๋นเจิงกุมกำลังทหารหลายแสนนายไว้ในมือ หากคิดจะบุกมณฑลจวี่โจวจริง จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะนำกำลังมาเพียงน้อยนิด?”
“ข้า...”
ใบหน้าหยวนฉงกระตุกอย่างแรง ในใจสาปแช่งบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของโจวเต้ากงอย่างบ้าคลั่ง
ตนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว เขายังกลับมาตำหนิตนอีกหรือ?
“เรื่องนี้ก็โทษเขาไม่ได้”
เผยเม่าโบกมือ ถอนหายใจกล่าวว่า “ข้าเองก็เคยได้ยินเรื่องบาดหมางระหว่างองค์ชายหกกับบิดาบุตรสกุลพวกเจ้าอยู่บ้าง องค์ชายหกจงใจทำให้ราชสำนักลำบากใจ ต่อให้บิดาบุตรสกุลพวกเจ้าปฏิบัติต่อองค์ชายหกด้วยความเคารพนบนอบ องค์ชายหกก็ยังหาเหตุผลอื่นมาเล่นงานพวกเจ้าอยู่ดี!”
