เมื่อออกจากค่ายใหญ่ ปันปู้ก็เร่งมุ่งหน้าไปยังหุบเขาเลี่ยเฟิง
ม้าคู่ใจของปันปู้เป็นม้าขาวหิมะทั้งตัว ขนสะอาดไร้ตำหนิแม้แต่เส้นเดียว
ม้าตัวนี้มีชื่อว่า เหยียบหิมะ เป็นอาชาชั้นดีที่หาได้ยากยิ่ง
แม้จะไม่ถึงกับเดินทางได้วันละพันลี้ แต่วันละเจ็ดถึงแปดร้อยลี้นั้นไม่มีปัญหา
ปันปู้นำองครักษ์ติดตามมาหนึ่งกอง มาถึงบริเวณใกล้หุบเขาเลี่ยเฟิงในยามบ่าย
วันนี้หิมะไม่ตก ทั้งยังไม่มีหมอกน้ำแข็ง
แม้อยู่ห่างไกล ปันปู้ก็เห็นกองศพที่สุมอยู่ไม่ไกลจากปากหุบเขาเลี่ยเฟิง
สองฟากของหุบเขาเลี่ยเฟิงยังมีค่ายกระโจมตั้งอยู่อีกมากมาย
เห็นได้ชัดว่าต้าเฉียนส่งกองทัพมาตั้งประจำการอีกครั้ง
“ไป ลงไปดูกัน!”
ปันปู้เรียกเหล่าองครักษ์ติดตาม
“ท่านอาจารย์หลวง อันตราย!”
องครักษ์รีบเตือน
“ไม่เป็นไร!”
ปันปู้กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ที่นี่มองเห็นได้ทั่ว พวกเขาไม่มีทางซุ่มคนโจมตีเราได้ ข้าจะดูให้เห็นกับตาว่าอวิ๋นเจิงอยู่ที่นี่หรือไม่!”
กล่าวจบ ปันปู้ก็ไม่สนใจคำทัดทานขององครักษ์ มุ่งเข้าสู่หุบเขาจากบริเวณที่ลาดชันน้อยกว่า
“องค์ชายหกอยู่ในค่ายหรือไม่ ข้าปันปู้ตั้งใจมาเยี่ยมเยียน!”
เมื่อเข้าใกล้กำแพงที่ก่อขึ้นจากกองศพจนเหลือระยะราว 500 เมตร ปันปู้ก็หยุดฝีเท้า แล้วตะโกนเสียงดัง
ยามนี้อวิ๋นเจิงกำลังผิงไฟอยู่ในป้อมยาม
เกาเหอเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว “ท่านอ๋อง ท่านอาจารย์หลวงปันปู้อยู่ในหุบเขา บอกว่าต้องการมาเยี่ยมท่าน!”
“ปันปู้?”
อวิ๋นเจิงประหลาดใจเล็กน้อย “ตาเฒ่านั่นมาหยั่งเชิงพวกเราหรือ?”
“น่าจะเป็นเช่นนั้น!”
เกาเหอพยักหน้าเบา ๆ
“เขาพาคนมาสักเท่าไร?”
อวิ๋นเจิงถามอีกครั้ง
