กู้เหลียนเยว่เดินเข้ามา พลันสะดุ้งเมื่อเห็นอวิ๋นลี่มีสีหน้าเย็นชา
“องค์รัชทายาทเป็นอะไรไปหรือเพคะ?”
กู้เหลียนเยว่เอ่ยถามอวิ๋นลี่ด้วยสีหน้าเป็นห่วง “ในราชสำนักเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นอีกแล้วหรือเพคะ?”
อวิ๋นลี่เงยหน้าขึ้นมองกู้เหลียนเยว่ด้วยสายตาเย็นเยียบ
เรื่องไม่ดีหรือ?
ไหนเลยจะเป็นแค่เรื่องไม่ดี!
กู้เหลียนเยว่ถูกสายตาของอวิ๋นลี่ทำเอาสะดุ้งเฮือก
นางพยายามนึกทบทวนคำพูดที่ตนเพิ่งเอ่ยไปอย่างเต็มที่
นางพูดไปเพียงประโยคเดียวชัดๆ!
คิดจนหัวแทบแตกก็ยังไม่เข้าใจว่า แค่ประโยคเดียว เหตุใดจึงทำให้อวิ๋นลี่ขุ่นเคืองได้
ขณะที่กู้เหลียนเยว่หวาดกลัวจนแทบจะคุกเข่าขออภัย อวิ๋นลี่ก็เอ่ยขึ้นกะทันหันว่า “หลังจากข้าหมดสติไป ขุนนางกรมต่างๆ ในราชสำนักมีความเปลี่ยนแปลงอันใดหรือไม่?”
ความเปลี่ยนแปลงของขุนนางหรือ?
กู้เหลียนเยว่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ขุนนางกรมต่างๆ มิได้เปลี่ยนแปลงอันใด เพียงแต่กั๋วกงอวี้สับเปลี่ยนแม่ทัพนายกองในกองทัพครั้งใหญ่...”
“สับเปลี่ยนหรือ?”
อวิ๋นลี่ขมวดคิ้ว “สับเปลี่ยนอย่างไร?”
กู้เหลียนเยว่ตอบว่า “อย่างเช่น ย้ายแม่ทัพที่เดิมประจำกองทหารม้าองครักษ์ซ้ายและขวาไปยังกองทหารรักษาพระนครฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ทั้งยังสับเปลี่ยนแม่ทัพบางส่วนระหว่างกองทัพอวี่หลินกับกองทัพเสินอู่ ส่วนเขาก็บัญชาการกองทหารม้าองครักษ์ซ้ายและขวากับทหารรักษาพระองค์โดยตรง ให้เซวียเช่อบัญชาการกองทหารรักษาพระนครฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา อีกทั้งยังให้สวีอวิ๋นกงบัญชาการกองทัพเสินอู่เป็นการชั่วคราว...”
ขณะกล่าว กู้เหลียนเยว่ก็อดสงสัยอยู่ในใจไม่ได้
เซียวว่านโฉวจัดการเช่นนี้ คงไม่มีปัญหาอันใดกระมัง?
