หลังหมดสติไปสี่วัน ในที่สุดอวิ๋นลี่ก็ฟื้นขึ้นมา
ที่จริง ตลอดสี่วันนี้ อวิ๋นลี่มิได้หมดสติไปเสียทั้งหมด
หลายครั้งเขายังเลือนรางกึ่งหลับกึ่งตื่น
คล้ายยามนอนหลับที่กำลังจะตื่นแต่ยังไม่ตื่นเต็มตา
เขาถึงกับได้ยินเสียงเหล่าพระสนมร้องไห้ด้วย
หลังพักฟื้นมาสี่วัน สีหน้าของอวิ๋นลี่ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะยังดูอ่อนแรงอยู่บ้าง แต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็เดินไปไหนมาไหนได้แล้ว
เมื่อทราบว่าอวิ๋นลี่ฟื้นแล้ว ขุนนางผู้ช่วยราชการทั้งสามก็เร่งรุดมาหา
เมื่อเห็นอวิ๋นลี่ขยับร่างกายอย่างช้า ๆ โดยมีกู้เหลียนเยว่ประคองอยู่ ถังซู่กับเซียวว่านโฉวต่างสบตากันเงียบ ๆ ก่อนลอบทอดถอนใจ
หนุ่มสาวนี่ดีจริงหนอ!
หากเป็นพวกเขาที่ถูกทำให้โมโหจนกระอักเลือดถึงสองครั้ง อย่าว่าแต่เดินไปไหนมาไหนเลย ต่อให้ลุกขึ้นนั่งได้ก็นับว่าสวรรค์เมตตาแล้ว
“ถวายคำนับองค์รัชทายาท”
ทั้งสามเร่งก้าวเข้ามาคารวะ
“ลุกขึ้นเถิด”
อวิ๋นลี่ยกมือขึ้นน้อย ๆ แล้วกำชับว่า “เข้าไปคุยกันในห้องเถิด ร่างกายของเราพึ่งจะดีขึ้น ยังต้องระวังอยู่บ้าง อย่าให้ลมหนาวพัดนานเกินไป”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ทั้งสามติดตามอวิ๋นลี่เข้าไปในห้องทันที
เมื่อเข้ามาแล้ว กู้เหลียนเยว่ก็ประคองอวิ๋นลี่ให้นั่งลงบนตั่งนุ่ม จากนั้นสั่งให้คนยกน้ำชามาให้ขุนนางผู้ช่วยราชการทั้งสาม และนำเตาถ่านมาให้อวิ๋นลี่ผิงกาย
“องค์รัชทายาท นี่คือแผนการบุกฟู่โจวที่กรมกลาโหมร่างขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวว่านโฉวก้าวเข้ามา ยื่นฎีกาในมือให้อวิ๋นลี่
“เก็บไว้เถิด ให้เก็บเข้าแฟ้มที่กรมกลาโหม เรารู้ดีว่ายามนี้ยังไม่ใช่เวลาบุกฝู่โจว ตอนนั้นเราเพียงถูกความโกรธครอบงำ…”
อวิ๋นลี่คร้านแม้แต่จะเหลือบมอง “ข้ารู้ ยามนี้ยังไม่ใช่เวลาบุกฟู่โจว ตอนนั้นข้าเพียงโกรธจนหน้ามืดไปเท่านั้น……”
