ยามอวิ๋นเจิงกับเสิ่นลั่วเยี่ยนกลับถึงจวน ก็เป็นเวลาดึกดื่นแล้ว
เย่จื่อยังไม่เข้านอน นางรีบร้อนวิ่งมาถามไถ่สถานการณ์
“เจ้าเล่าให้พี่สะใภ้ฟังเถิด ข้าจะไปหาจางซวี!”
อวิ๋นเจิงกุมขมับ ขยี้ศีรษะอย่างเหนื่อยล้า ก่อนมุ่งหน้าไปหาจางซวี
ตอนมาเขายังเปี่ยมด้วยความทะเยอทะยาน
ทว่าความจริงกลับฟาดเขาจนหน้าหงาย!
เมื่อเคาะประตูห้องของจางซวี อีกฝ่ายก็ยังไม่เข้านอนเช่นกัน
“สถานการณ์ไม่สู้ดีหรือ?”
เพียงเห็นสีหน้าอวิ๋นเจิง จางซวีก็รู้แล้วว่าสถานการณ์ทางค่ายทหารไม่เป็นไปตามคาด
“ไหนเลยจะเรียกว่าไม่สู้ดี เรียกได้ว่าเละเทะจนเกินเยียวยา!”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้ายิ้มขื่น เล่าสถานการณ์ในค่ายทหารให้จางซวีฟังคร่าว ๆ
เมื่อรู้สภาพที่แท้จริงของค่ายทหาร จางซวีก็ตกใจจนตาค้าง
ทหารกว่าหมื่นสองพันนาย กลับมีทหารที่ออกรบได้เพียงสองพันกว่า?
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
หลังนิ่งอึ้งอยู่นาน จางซวีจึงถามเสียงขื่นขมว่า “แล้วจะจัดการอย่างไรต่อ?”
“เรื่องพวกนี้เจ้าไม่ต้องยุ่ง” อวิ๋นเจิงส่ายหน้าเบา ๆ “เจ้าตั้งใจหาเงินก็พอ พักสักสองวัน พอหายเหนื่อยแล้วค่อยทำตามแผนที่เราหารือกันระหว่างทาง!”
“ข้าไม่ต้องพักหรอก!”
จางซวีรีบส่ายหน้า “พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มหาที่สร้างโรงงาน!”
“ไม่ต้องหาที่หรอก” อวิ๋นเจิงโบกมือ “บริเวณค่ายมีที่ว่างผืนใหญ่ เจ้าไปดูว่าตรงไหนเหมาะจะสร้างโรงงาน คนแก่ คนอ่อนแอ คนพิการ และคนเจ็บที่อยู่ในมือข้าก็มีไม่น้อย พวกเขาคงหวังให้ไปรบแนวหน้าไม่ได้ ก็ให้ช่วยก่อสร้างโรงงานเสีย!”
คนเราย่อมมีประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น!
แม้จะออกรบแนวหน้าไม่ได้ แต่ช่วยงานเสบียงและงานเบื้องหลังก็ยังดี
จางซวีครุ่นคิด ก่อนพยักหน้าทันที “ดี ความคิดนี้ดี! สร้างโรงงานใกล้ค่ายของพวกท่าน ต่อให้ผู้อื่นริษยาหมายตาก็ไม่ต้องกลัว!”
