เที่ยงวันสองวันให้หลัง ในที่สุดอวิ๋นเจิงก็นำทุกคนมาถึงเมืองซั่วฟาง
เจ้าเมืองซั่วฟางเตรียมจวนหลังหนึ่งไว้ให้อวิ๋นเจิง ใช้เป็นจวนอ๋องของเขา
แน่นอนว่า จวนหลังนี้มีเพียงชื่อว่าเป็นจวนอ๋องเท่านั้น
ขนาดของมันมีเพียงครึ่งหนึ่งของจวนอ๋องในนครหลวงที่อวิ๋นเจิงพำนัก
ทว่าสำหรับอวิ๋นเจิง นี่ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
ยามนี้พวกเขาต้องการเพียงสถานที่พักพิงชั่วคราวเท่านั้น
หลังมอบหมายงานจัดการภายในจวนให้เย่จื่อแล้ว อวิ๋นเจิงกับเสิ่นลั่วเยี่ยนก็พาคนมุ่งหน้าไปยังค่ายทหารนอกเมืองซั่วฟางซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าสิบลี้ทันที
ด้วยหนังสือคำสั่งของเว่ยเหวินจงในมือ อวิ๋นเจิงจึงเข้ารับหน้าที่ดูแลกิจการทหารของค่ายได้อย่างราบรื่น
ครึ่งชั่วยามให้หลัง ทหารชั้นผู้น้อยและนายทหารทุกระดับในค่ายต่างมารวมตัวกันที่ลานฝึก
เมื่อกวาดตามอง จำนวนคนไม่น้อยเลย
ย่อมมีมากกว่า 9,000 คนเป็นแน่
อย่างไรก็คงเกิน 10,000 คนแล้ว!
แต่คุณภาพของทหารที่ทำไร่นาเหล่านี้ไม่ดีเอาเสียเลย
อวิ๋นเจิงเพียงกวาดตามอง ก็เห็นคนผมหงอกอยู่หลายคน
ดูจากอายุแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะใกล้ 50 ปี!
นี่มันจะไปออกรบหรือมาพักร้อนกันแน่?
อวิ๋นเจิงลอบปวดหัว พลางสั่งตู้กุยหยวนกับคนอื่น ๆ ให้เริ่มตรวจบัญชีรายชื่อทหาร ก่อนกล่าวว่า “ผู้ที่อายุเกิน 50 ปี ให้ปลดออกจากทะเบียนทหารทั้งหมด ให้พวกเขาไปทำไร่ทำนาอย่างสบายใจ อย่าได้...”
“องค์ชายไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!”
ตู้กุยหยวนรีบขัดคำพูดของอวิ๋นเจิง
“เหตุใดจึงไม่ได้?”
อวิ๋นเจิงถามอย่างไม่เข้าใจ “อายุปูนนี้แล้ว หากยังอยู่ในกองทัพก็ไม่เป็นผลดีต่อตัวพวกเขาเองมิใช่หรือ?”
“องค์ชายยังไม่ทรงทราบ”
