คืนนั้น อวิ๋นเจิงพักผ่อนอยู่ในจวนอ๋องหลังใหม่ของตน
การรักษาความปลอดภัยภายในจวนเข้มงวดเป็นพิเศษ จะกล่าวว่าทุกสามก้าวมีทหารเฝ้ายาม ทุกห้าก้าวมีเวรยามตรวจตราก็ไม่เกินจริง
รอบจวนอ๋องยังมีทหารองครักษ์ของอวิ๋นเจิงคอยลาดตระเวนไปมาไม่ขาดสาย
ภายใต้การคุ้มกันเช่นนี้ แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะลอบสังหารอวิ๋นเจิง
แม้จะมีผู้ใดนำกองทัพเข้าบุกจวนอ๋องโดยตรง ก็ไร้ความหมาย
ทหารองครักษ์ของอวิ๋นเจิงมากพอจะต้านทานได้ระยะหนึ่ง ขอเพียงพวกเขาถ่วงเวลาไว้ได้สักครู่ กองทัพอาภรณ์โลหิตก็จะมาถึง
ยามเช้า ขณะที่อวิ๋นเจิงกำลังรับประทานอาหาร เสิ่นควนก็พาโยวอู่มาถึงอย่างเร่งร้อน
เมื่ออวิ๋นเจิงสั่งให้คนรอบข้างออกไปแล้ว โยวอู่ก็รายงานทันทีว่า “ทูลท่านอ๋อง พวกเราจับเฉียวเยี่ยนเซียน นายกองจั่วซู่เว่ยแห่งจวนรัชทายาท กับพวกได้แล้ว พวกเขากำลังจะไปหาจ้าวจี๋ที่หุบเขา แต่เฉียวเยี่ยนเซียนปากแข็งอยู่บ้าง พวกเราใช้ทุกวิธีแล้วก็ยังง้างปากเขาไม่ได้...”
ผู้ที่ไปกับเฉียวเยี่ยนเซียนยังมีทหารอีกหลายคน
แต่ทหารเหล่านั้นรู้เพียงว่าพวกตนกำลังจะไปยังหุบเขาซึ่งจ้าวจี๋ตั้งค่ายอยู่
ส่วนไปทำอะไรนั้น ทหารสามัญเหล่านั้นไม่รู้เลย
เมื่อได้ฟังรายงานของโยวอู่ อวิ๋นเจิงก็อดครุ่นคิดเงียบ ๆ ไม่ได้
คนของพี่สามหรือ?
นี่คิดจะไปส่งคำสั่งให้จ้าวจี๋หรือ?
หมอนั่นจะส่งคำสั่งอะไรไปได้?
หรือเห็นกองทัพอาภรณ์โลหิตแล้วหวาดกลัว จึงไปสั่งจ้าวจี๋ว่าอย่าเพิ่งบุ่มบ่าม?
หรือไม่ก็คิดให้จ้าวจี๋นำทัพลอบเข้าเมือง?
อวิ๋นเจิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสั่งว่า “หากง้างปากเขาไม่ได้ก็ช่างเถิด จับพวกเขาคุมตัวไว้ก่อน อย่าให้ใครตาย! พรุ่งนี้ให้โยวจิ่วพาคนมาสักสองสามคน คอยรับคำสั่ง!”
