“ดูเหมือนเสด็จพ่อของท่านจะไม่ค่อยโปรดท่านนัก?”
ระหว่างมุ่งหน้าไปยังจวนเพื่อแสดงตัวให้คนในจวนรู้จัก เจียเหยามองอวิ๋นเจิงด้วยรอยยิ้มแล้วเอ่ยถาม
“เจ้าถามคำถามเหลวไหลอันใด?”
อวิ๋นเจิงเหลือบมองเจียเหยา “หากเจ้าเป็นเขา เจ้าจะโปรดบุตรที่เกิดจากนางกำนัลหรือ? ซ้ำบุตรที่เกิดจากนางกำนัลผู้นั้นยังแย่งอำนาจบัญชาการกองทัพเป่ยฝู่ ไม่เชื่อฟังคำสั่งราชสำนัก ทั้งราชสำนักยังทำอันใดเขาไม่ได้อีก...”
“แล้วจะเป็นไรไปเล่า?”
เจียเหยากล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “หากข้าเป็นเขา มีบุตรชายที่เก่งกาจในการรบเช่นนี้ ข้าคงดีใจจนแทบคลั่ง”
“นั่นเป็นเพราะเจ้าไม่ได้อยู่ในตำแหน่งของเขา” อวิ๋นเจิงส่ายหน้าเบา ๆ “หากเจ้าอยู่ในตำแหน่งนั้น เรื่องที่ต้องคำนึงถึงคงมีมากกว่าเขาเสียอีก! แม่ทัพผู้เก่งกาจในการรบมีอยู่มากมาย แต่ฮ่องเต้ที่เก่งกาจในการรบมีสักกี่พระองค์กัน?”
เป็นเช่นนี้หรือ?
เจียเหยาเอียงศีรษะครุ่นคิด ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างขบขัน
คำพูดของเขาก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผล
ไม่ว่าจะเป็นต้าเฉียนหรือเป่ยหวน ผู้ที่เก่งกาจในการรบส่วนใหญ่มักตกเป็นเป้าของความระแวง
ช่วยไม่ได้ นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์
“แท้จริงแล้ว ด้วยอำนาจที่เจ้ามีในยามนี้ เจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจสีพระพักตร์ของเสด็จพ่อก็ได้”
เจียเหยาเงยหน้ามองอวิ๋นเจิงแล้วกล่าวอย่างหยั่งเชิง “ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแห่งเป่ยหวนของข้า จะเว้นไว้ให้เจ้าเสมอ!”
“ช่างเถิด!”
อวิ๋นเจิงมองเจียเหยาอย่างขบขัน แล้วหยอกเย้าว่า “หรือเราสองคนจะปรึกษากัน ตั้งแคว้นขึ้นมาเอง แล้วผนวกกุ่ยฟางกับแคว้นต้าเยวี่ยเข้าเป็นดินแดนของเราทั้งหมด? ข้าเป็นฮ่องเต้ เจ้าเป็นฮองเฮา ต่อไปก็จะไม่มีเป่ยหวน และไม่มีซั่วเป่ยแห่งต้าเฉียนอีก”
