ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดสวีฉือฝู่ก็กล้ำกลืนถ้อยคำด่าทอที่อัดแน่นอยู่ในอกลงไปได้
“เหนียงเหนียงคิดว่ากำลังพลเพียงเท่านี้ของราชสำนัก จะจับกุมอวิ๋นเจิงกับพวกได้ในคราวเดียว ภายใต้การคุ้มกันของทหารม้าสี่ถึงห้าพันนายหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
น้ำเสียงของสวีฉือฝู่กระด้างยิ่งนัก
ทว่า นี่ก็เป็นผลจากการอดกลั้นอย่างสุดกำลังของเขาแล้ว
หากน้องสาวผู้นี้มิใช่ฮองเฮา เขาคงด่าทอนางเสียจนแทบไม่เหลือชิ้นดีไปนานแล้ว
จับกุมครอบครัวอวิ๋นเจิงทั้งผู้ใหญ่และเด็กอย่างนั้นหรือ?
หากพวกเขากล้าลงมือ เกรงว่าคนที่ถูกจับกุมคงเป็นพี่น้องพวกเขาเอง!
ฮองเฮาสวีนิ่งเงียบไปเล็กน้อย ก่อนถามอย่างไม่ยินยอมอยู่บ้างว่า “พี่ชายคิดว่าไม่มีโอกาสเลยหรือ? แม้แต่ลองดูก็ไม่ได้หรือ?”
“กระหม่อมป่วยแล้วพ่ะย่ะค่ะ! หากไม่เช่นนั้น เหนียงเหนียงลองดูเองเถิด? พอดีป้ายทองของฝ่าบาทก็อยู่กับเหนียงเหนียงด้วย”
ในที่สุดสวีฉือฝู่ก็อดเหน็บแนมฮองเฮาสวีไม่ไหว
แม้แต่โคกระบือยังไม่ถูกใช้งานเช่นนี้!
สีหน้าฮองเฮาสวีแข็งค้างเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มกลบเกลื่อนแล้วปฏิเสธว่า “เปิ่นกงเป็นเพียงสตรี จะเข้าใจเรื่องการยกทัพทำศึกได้อย่างไร...”
สวีฉือฝู่กล่าวอย่างไม่ยินดียินร้ายว่า “กระหม่อมก็เป็นเพียงบัณฑิตผู้หนึ่ง ไม่ถนัดเรื่องการทหารเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
“พี่ชายจะโกรธไปไย? เปิ่นกงเพียงถามขึ้นมาลอยๆ เท่านั้น”
ฮองเฮาสวีแย้มยิ้ม “หากพี่ชายคิดว่าไม่มีโอกาสแม้แต่น้อย เช่นนั้นก็อย่าเสี่ยงเลย ป้ายทองนี้เปิ่นกงจะเก็บไว้ก่อน ไว้ภายหลังเปิ่นกงจะช่วยไปกราบทูลฝ่าบาทแทนพี่ชาย”
เช่นนี้ค่อยสมควรหน่อย!
สีหน้าสวีฉือฝู่จึงคลายลงบ้างในที่สุด
หากฮองเฮาสวีพูดอีกเพียงประโยคเดียว เขาคงล้มป่วยขึ้นมาทันที
“ขอบพระทัยเหนียงเหนียงพ่ะย่ะค่ะ”
สวีฉือฝู่ลุกขึ้น ค้อมกายคำนับ
“ที่นี่ไม่มีคนนอก พี่ชายไม่ต้องทำเช่นนี้”
ฮองเฮาสวีส่งสัญญาณให้สวีฉือฝู่นั่งลง แล้วกล่าวด้วยสีหน้ากังวลว่า “ยามนี้อำนาจของอวิ๋นเจิงเจ้าคนชั่วนั่นยิ่งใหญ่ขึ้นทุกที พี่ชายคิดว่าองค์รัชทายาทควรทำเช่นไรจึงจะดี?”
